วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สุขภาพดีไม่มีโรคมารบกวน

ใครที่อยากมีสุขภาพดี ไม่ป่วยง่าย ๆ วันนี้มีวิธีปฏิบัติตัวให้ห่างไกลจากโรคมาบอก...

- อาหาร

รับประทานอาหารที่ให้สารอาหารที่จำเป็นแก่ร่างกาย ได้แก่ โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน แร่ธาตุ น้ำ และยังมีสารที่พืชสร้างขึ้น ซึ่งช่วยป้องกันโรคต่างๆ ได้ การกินอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายอย่างสมดุล สะอาด ปลอดภัย เป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันโรคจากการกิน

- การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายสม่ำเสมอมีประโยชน์ ทำให้ระบบหมุนเวียนของเลือดดี กระดูกและกล้ามเนื้อแข็งแรง มีความยืดหยุ่นและทนทานไม่เหนื่อยง่าย รักษาน้ำหนักตัวได้ดี

- การผ่อนคลาย

พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด ฝึกจิตให้ผ่อนคลายมองโลกในแง่ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นปัจจัยพื้นฐานที่มีความสำคัญมาก เพราะความเครียดเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ มากมาย สุขภาพจิตที่ดีจึงนำมาซึ่งสุขภาพที่ดีเสมอ

- หลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นพิษต่าง ๆ

งดสิ่งเสพติด บุหรี่ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ไม่มีมลพิษ เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำลายสุขภาพ

เพียงเท่านี้ ก็จะมีสุขภาพดีไม่มีโรคมารบกวนอีกต่อไป...

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ร้อนหรือเย็น เลือกอาบอย่างไรดี ?

ผ่อนคลาย บำบัดเครียด ด้วยการอาบน้ำ

อาบน้ำ เป็นกิจวัตรที่แสนจะผูกพันกับผู้คนมาตั้งแต่เกิด หลายคนอาจจะให้เวลากับการอาบน้ำนานนับชั่วโมง ขณะที่บางคนใช้เวลาเพียงแค่วิ่งผ่านน้ำ ไม่ว่าจะอย่างไร หลังอาบน้ำ ทุกคนก็จะได้ความสะอาดฉ่ำชื่นกันทุกที

นอกจากวัตถุประสงค์เพื่อชำระล้างคราบไคลจากร่างกายแล้ว ปัจจุบันมีคนนำการอาบน้ำเข้ามาเป็นการผ่อนคลาย บำบัดเครียด ช่วยทำให้กระปรี้กระเปร่าได้ โดยจะใช้เป็นฝักบัว หรือแช่อ่างก็ไม่ต่างกัน เพราะสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่อุปกรณ์ แต่อยู่ที่ "อุณหภูมิ" ของน้ำ ที่ความร้อน-เย็นล้วนมีผลต่อร่างกายทั้งสิ้น

"น้ำร้อน" สำหรับการอาบน้ำนั้น อุณหภูมิจะอยู่ที่ 37 องศาเซลเซียสขึ้นไป อุณหภูมิระดับนี้จะทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น จึงเหมาะกับใช้กระตุ้นอาการขี้เกียจ แต่ไม่ควรจะอาบนานเกินไป เพราะหลอดเลือดขยายตัวจนทำให้ผิวแห้ง มีผื่นขึ้น ผิวเหี่ยว ร้ายไปกว่านั้น อาจทำให้เลือดคั่ง ประสาทอ่อนล้า กระวนกระวาย ง่วงเหงา ซึมเซา ไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุ หรือผู้มีความดันผิดปกติ

ถ้าเป็น "น้ำอุ่น" อุณหภูมิจะอยู่ที่ 27-37 องศาเซลเซียส ระดับนี้จะช่วยกระตุ้นประสาทอัตโนมัติ ทำให้ร่างกาย จิตใจสบาย ลดเครียด ลดไข้ได้ "น้ำเย็น" อุณหภูมิจะ ต่ำกว่า 27 องศาเซลเซียส ความเย็นจะช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อ ช่วยให้กระปรี้กระเปร่า ผิวเต่งตึง รูขุมขนกระชับ ระหว่างอาบน้ำถ้าใช้มือตบเบาๆ ไปทั่วร่างกาย จะช่วยกระตุ้นผิวและผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้

วิธีการอาบน้ำนั้น ให้เริ่มไล่จากปลายเท้าไปถึงกลางลำตัว เพื่อปรับอุณหภูมิ แล้วจึงเริ่มอาบน้ำ ถ้าใช้ฝักบัว ควรเปิด น้ำแรง ๆ แล้วฉีดไปทั่วตัวช่วยในการผ่อนคลาย

ส่วนการแช่น้ำอุ่นนั้น ควรแช่ราว 10 นาที แล้วค่อยลุกขึ้นมาขัดตัว อาบน้ำ สระผม แปรงฟัน แล้ว ลงไป แช่ใหม่อีกครั้ง จะช่วย ยืดเส้นสายในร่างกาย สบายตัว ผิวสวย ลดอาการมือเท้าเย็น บวม เส้นเลือดขอดช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ลดไขมันได้ แต่อย่าใช้น้ำที่ร้อนเกินไป และอย่าแช่นานเกินไป อาจทำให้ผิวเปื่อยลอกได้

ส่วนเวลาอาบน้ำที่ดีที่สุดนั้น ถ้าออกกำลังกาย ก็หลังไปแล้วไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง และไม่ควรจะอาบน้ำหลังรับประทานอาหารทันที เพราะอาจทำให้อาหารไม่ย่อย ทางที่ดี ควรอาบก่อน หรือหลังอาหารไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง

นี่แหละศิลปะของการอาบน้ำ

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2552

วิธีกินบุฟเฟ่ต์ให้ได้ประโยชน์

เน้นผักและปลา เพราะย่อยง่าย

ใครที่ชอบกินบุฟเฟ่ต์เป็นประจำ วันนี้คงสำราญ เพราะนอกจากอิ่มท้องแล้ว วันนี้ยังมีเทคนิคกินบุฟเฟ่ต์อย่างไรให้ได้ประโยชน์มาบอกด้วย

- กินอาหารประเภทเนื้อสัตว์จำพวกเนื้อหมู ไก่ วัว ปลาหมึก ให้น้อยลง และหันมากินเนื้อปลา หรือผัก เพราะเป็นอาหารที่ย่อยง่าย แถมยังปราศจากไขมันและไม่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง

- กินอาหารที่ต้มหรือลวก และพยายามกินอาหารประเภทปิ้ง ย่าง ทอด ให้น้อยที่สุด

- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และน้ำอัดลมระหว่างทาน เพราะว่าให้พลังงานอาหารที่มาก และต้องใช้เวลานานในการเผาผลาญ ควรเปลี่ยนเป็นน้ำเปล่าหรือน้ำชา

- สังเกตเนื้อสัตว์ก่อนหยิบมารับประทาน หรือปรุง ว่ามีสภาพ รูป สี กลิ่น ต่างไปจากปกติหรือไม่

- เมื่อเห็นว่ากระทะหรือเตาย่างเริ่มไหม้ ควรเปลี่ยนอันใหม่ เพราะสิ่งที่สะสมอยู่บนกระทะ นอกจากจะเป็นสารก่อมะเร็งแล้ว ยังทำให้เนื้อไม่สุกทั่วถึงกัน เนื่องจากคราบไหม้จะปิดกั้นความร้อน ทำให้เนื้อไม่สุกดี

- อย่ารีบกินจนเกินไป อาจฆ่าเวลาด้วยการเดินย่อย หรือคุยสังสรรค์กับเพื่อน เพื่อช่วยย่อยอาหาร

- ออกกำลังกายเผาผลาญพลังงานส่วนเกินจากมื้อนั้น ๆ ด้วยวิธีเบา ๆ เช่น ค่อย ๆ เดิน เพื่อกระตุ้นให้กระเพาะย่อยอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากกินอาหารแล้ว ห้ามล้มตัวลงนอนในทันที ควรจะนั่งพักสักครู่ หรือทำกิจกรรมเบา ๆ อื่น ๆ ก่อน

- รับประทานอาหารบุฟเฟ่ต์ในร้านที่ไว้วางใจได้ ทั้งความสด สะอาดของอาหาร และความอนามัยของภาชนะ

ลองนำวิธีที่แนะนำไปใช้ รับรองอิ่มอร่อยและได้ประโยชน์

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สุขภาพ “ตา” ดูแลด้วยตนเอง

แนะผู้สูงอายุตรวจตาปีละครั้ง
ดวงตาเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญมากของมนุษย์ เป็นประตูเปิดทางติดต่อสื่อสารกับผู้คนและสิ่งแวดล้อม ทำให้เราได้เพลิดเพลินกับความบันเทิง การท่องเที่ยว รวมถึงการศึกษาหาความรู้ต่าง ๆ ดังนั้นความรู้สำหรับดูแลสุขภาพดวงตาของเราในกรณีต่าง ๆ จึงมีความสำคัญยิ่ง

เด็ก

เด็กแม้ยังตัวเล็ก ก็อาจมีปัญหาทางตาเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ได้ เช่น โรคต้อกระจก ต้อหิน สายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียง เป็นต้น กรณีต่าง ๆ ต่อไปนี้ อาจต้องสงสัยว่าเด็กจะมีปัญหาเรื่องการมองเห็น ควรพาไปพบจักษุแพทย์ เช่น

1. กลางรูม่านตามีสีเขียว อาจเป็นโรคต้อกระจกหรือโรคตาอื่น ๆ

2. เด็กมีกระจกตาโตผิดปกติ หรือขนาดทั้ง 2 ข้างไม่เท่ากัน อาจเป็นโรคต้อหินในเด็กได้

3. เด็กอายุ 2-3 เดือนขึ้นไป ยังไม่มองหน้าแม่หรือไม่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม คล้ายมองไม่เห็น

4. เด็กในวัยเข้าเรียนที่ดูหนังสือหรือโทรทัศน์ใกล้มากผิดปกติ เอียงคอมอง หยีตามอง กระพริบตาบ่อย อาจมีปัญหาสายตาสั้น ยาว เอียง หรือสาเหตุอื่น

ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำ

หลายคนที่ใช้คอมพิวเตอร์นาน ๆ จะมีปัญหาเรื่องปวดเมื่อยล้าตา หรือแสบเคืองตาจากอาการตาแห้งได้ดังนั้น

1. ควรพักสายตาโดยทำอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องมองใกล้ (1-2 ฟุต) ประมาณ 5-10 นาทีต่อการทำงานคอมพิวเตอร์ 1 ชั่วโมง เพื่อลดการเพ่งของสายตาบ้าง จะช่วยคลายการปวดเมื่อยล้าตาได้

2. ด้านหลังจอคอมพิวเตอร์ไม่ควรมีแสงสว่างมากเพราะจะรบกวนการมองจอคอมพิวเตอร์ เช่นไม่ควรตรงกับหน้าต่าง

3. ศีรษะของเราควรอยู่สูงกว่าจอคอมพิวเตอร์เล็กน้อย จะได้ไม่ต้องเงยหน้ามองคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำให้เมื่อยล้าง่าย

4. ถ้ามีอาการตาแห้ง เช่น แสบเคืองตา ให้กระพริบตาบ่อยขึ้นเพื่อกวาดน้ำตามาเคลือบผิวตา หรือพักการใช้คอมพิวเตอร์เป็นระยะ ถ้ายังมีอาการมาก การใช้น้ำตาเทียมหยอดตาจะช่วยบรรเทาอาการได้

5. อาจมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของสายตาก็ได้ที่ทำให้ปวดเมื่อยล้าตาง่าย เช่น คนสายตาเอียง หรือผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ซึ่งจะมีปัญหาเวลามองใกล้ การใส่แว่นตาจะช่วยแก้ปัญหาได้

ผู้ที่มีอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป

จะเริ่มมีปัญหาเวลาอ่านหนังสือ จะปวดเมื่อยล้าตาง่าย เมื่อใช้สายตามองที่ใกล้นาน ๆ ดังนั้น อาจต้องใส่แว่นตาช่วยเวลามองใกล้ ซึ่งถ้าสายตาเท่ากัน 2 ข้าง อาจใช้แว่นตาสำเร็จรูปที่มีขายตามตลาดนัดได้ แต่ถ้าไม่ดีขึ้นต้องปรึกษาร้านแว่นตาหรือจักษุแพทย์

การตรวจสุขภาพตา

1. สังเกตลูกของเราด้วยตัวเราเอง ถ้าสงสัยควรพาไปพบจักษุแพทย์

2. การตรวจวัดระดับการมองเห็น เด็กวัยเรียนอาจจะตรวจในโรงเรียน เช่น Snellen chart ได้

3. ผู้มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจวัดความดันลูกตาอย่างน้อยปีละครั้งเพื่อตรวจหาต้อหิน โดยเฉพาะผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวเป็นต้อหิน เพราะบางคนอาจเป็นต้อหินได้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งถ้าปล่อยไว้โดยไม่ได้รักษาเป็นเวลานานจะทำให้สายตาเสื่อมลงหรือบอดได้ และไม่สามารถรักษาให้สายตากลับมามองเห็นได้

4. ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เบาหวาน ความตรวจจอประสาทตาเพื่อดูว่ามีเบาหวานขึ้นตาหรือไม่อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ตั้งแต่พบว่าเป็นเบาหวาน ยกเว้นในผู้ที่เป็นเบาหวานตั้งแต่อายุน้อย 30 ปี ถ้าไม่มีตามัวลงผิดปกติ อาจรอ 5 ปี ค่อยเริ่มตรวจเป็นประจำปีละครั้งก็ได้

ถ้าจักษุแพทย์พบมีเบาหวานขึ้นตา การยิงเลเซอร์ที่จอประสาทตาอาจจะช่วยให้ในระยะยาวมีสายตาที่ดีกว่าผู้ที่ไม่ได้ยิงเลเซอร์ แต่ไม่ได้ทำให้สายตาเห็นชัดขึ้น ที่สำคัญคือควรรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ความดันเลือด และไขมันในเลือดให้อยู่ระดับปกติอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานขึ้นตาได้ดี

อาหารกับดวงตา

การกินอาหารให้ครบ 4 หมู่อย่างเพียงพอ การดื่มน้ำให้เพียงพอ การออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอก็ช่วยให้สุขภาพทั้งร่างกายและสายตาอยู่ในเกณฑ์ดีด้วยส่วนหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องกินอาหารเสริมใด ๆ เรียกว่าใช้ชีวิตอย่างเพียงพอและพอเพียงตามพระราชดำรัสขององค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของปวงชนชาวไทย

อุบัติเหตุกับดวงตา

การป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นกับดวงตา เช่น

1. คาดเข็มขัดนิรภัยเวลาขับรถ ไม่ขับรถเวลาเมาหรือง่วงนอน เพราะในกรณีเกิดอุบัติเหตุ ใบหน้าอาจกระแทกกับกระจกหน้ารถทำให้ตาบอดทั้ง 2 ข้างได้

2. หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ลม ฝุ่น ด้วยการใส่แว่นกันแดดกันลมบ้าง

3. ใส่แว่นตาป้องกันเวลาทำงานที่อาจมีวัตถุแปลกปลอมกระเด็นเข้าตา เช่น การตอกตะปู การใช้รถตัดหญ้า การเจียเหล็ก เป็นต้น

4. ใช่แว่นตาป้องกันแสงรังสีขณะเชื่อมเหล็ก จะช่วยป้องกันกระจกตาอักเสบจากรังสีอัลตราไวโอเลตได้

5. เด็กควรระวังการเล่นกับไก่หรือนกที่อาจจิกกระจกตาแตกได้ รวมทั้งการเล่นกับสุนัข อาจถูกสุนัขกับบริเวณเลือกตาและท่อน้ำตาขาดได้

6. ถ้ามีน้ำยาหรือสารเคมีเข้าตาให้รีบล้างตาด้วยน้ำสะอาดใกล้ตัว เช่นน้ำประปาเพื่อลดประมาณสารเคมีในตาลงบ้างจะช่วยลดความรุนแรงได้ดีขึ้น

แว่นตา และคอนแทคเลนส์

ผู้ที่มีสายตาผิดปกติแล้วต้องใส่แว่นตานั้น โดยทั่วไปจะใส่หรือไม่ใสเวลาใดก็ได้แล้วแต่การใช้งานของเราว่าจำเป็นต้องเห็นชัดหรือไม่

การใส่แว่นตาเป็นประจำไม่ได้ทำให้สายตาดีขึ้นหรือยิ่งผิดปกติมากขึ้น เพราะสายตาจะเปลี่ยนไปเองในแต่ละบุคคลอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องคอยเปลี่ยนเลนส์แว่นตาให้ตรงกับสายตาที่เปลี่ยนไป จะได้เห็นชัด ซึ่งคนสายตาปกตายตาอาจไม่เปลี่ยนแปลง แต่คนสายตาผิดปกติ เช่น สายตาสั้นมาก สายตาก็จะเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นบ่อยกว่าคนทั่วไป

ดังนั้น เมื่อรู้สึกว่าแว่นตาเริ่มไม่ชัดเหมือนตอกเริ่มตัดแว่น ควรไปวัดแว่นเพื่อเปลี่ยนแว่นให้เหมาะกับสายตา สำหรับในเด็กควรได้รับการตรวจสายตาซ้ำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

เด็กบางคนเท่านั้นที่ต้องเน้นว่าให้ใส่แว่นตาประจำ เช่น เด็กที่สายตาสั้น ยาว หรือเอียงมาก ๆ เพื่อป้องกันโรคตาขี้เกียจ ซึ่งเป็นภาวะที่ลูกตาอาจมีปัญหาสายตาสั้นยาวหรือเอียง แต่แม้ใส่แว่นตาแล้วก็ยังคงเห็นได้ไม่ชัดมาก เกิดจากการมีภาวะตามัวที่ไม่ได้แก้ไขก่อนอายุ 8-10 ขวบ ดังนั้น เด็กอายุน้อยกว่า 10 ขวบ ที่มีปัญหาสายตาผิดปกติควรใส่แว่นตาเพื่อป้องกันความพิการจากภาวะตาขี้เกียจในอนาคต

การวัดแว่นตาในเด็กควรวัดโดยจักษุแพทย์ ซึ่งจะมีการช้าหยอดตาเพื่อลดการเพ่งของสายตาจะทำให้ได้ค่าสายตาที่แม่นยำ ดังนั้น เด็กอายุน้อยกว่า 12 ขวบ ทุกคนที่มีปัญหาเรื่องสายตา ควรรับการตรวจและวัดสายตากับจักษุแพทย์เท่านั้น ไม่ควรวัดแว่นตาจากร้านแว่นตาที่ไม่มีจักษุแพทย์

ไม่ควรใส่คอน แทคเลนส์เวลานอนหลับ ถึงแม้จะเป็นคอน แทคเลนส์แบบที่ใช้ใส่นอนหลับได้ก็ตามเพราะจะเสี่ยงต่อการเป็นแผลติดเชื้อที่กระจกตา ซึ่งทำให้ตามัวอย่างถาวรได้ และควรล้างคอน แทคเลนส์ด้วยน้ำยาล้างคอน แทคเลนส์โดยเฉพาะเท่านั้น

อันตรายจากยาหยอดตา

ถ้าซื้อยาหยอดตาเองตามร้านขายยา ต้อระวังเพราะหากท่านได้ยาบางประเภท เช่น ยาสตีรอยต์ ถ้าใช้หยอดตาไม่ถูกวิธีหรือหยอดเป็นเวลานาน อาจทำให้มีการติดเชื้อแทรกซ้อนที่ตา หรือทำให้เป็นต้อกระจกและต้อหินได้

ยาน้ำหยอดหูบางชนิดที่เขียนให้หยอดตาร่วมด้วยอาจนำมาใช้หยอดตาได้ แต่ถ้าระบุไว้เป็นเฉพาะยาหยอดหู ห้ามนำมาใช้หยอดตา เพราะอาจเป็นอันตรายต่อดวงตาได้

ขอให้ทุกคนมีสายตาที่ดียืนยาวเคียงคู่ชีวิตและมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ผลไม้ล้างพิษ

จากอาหารที่คุณรับประทานได้

ทราบหรือไม่ ผลไม้สามารถล้างพิษจากอาหารที่คุณรับประทานเข้าไปได้ วันนี้มีเรื่องนี้มาบอก...

- แอปเปิ้ล เป็นผลไม้ที่ดีที่สุดสำหรับการขจัดของเสียออกจากร่างกาย สารเปกตินในแอปเปิ้ล จะช่วยนำสารพิษไปกำจัดทิ้ง นอกจากนี้ยังมีวิตามินและเกลือแร่ เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังลดน้ำหนักอีกด้วย

-องุ่น เป็นสารฟอกล้างสำหรับผิวหนัง ตับ ลำไส้และไต ทั้งยังให้พลังงานสูง ช่วยบำรุงเลือดและซ่อมแซมเซลล์ต่างๆในร่างกาย

-สับปะรด มีเอนไซม์โปรเมลินสูง เอนไซม์ตัวนี้จะช่วยการทำงานของกรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะ และช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้น

-มะละกอ มะม่วง แตงโม มีลักษณะคล้ายคลึงกันแต่มะม่วงมีสารสำคัญน้อยกว่ามะละกอเล็กน้อย ผลไม้ทั้งสองชนิดมีเอนไซม์ชื่อ ปาเปน มีลักษณะคล้ายกับน้ำย่อยเปปซินในกระเพาะอาหาร จึงช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้น

รู้อย่างนี้แล้ว ลองหาซื้อผลไม้มารับประทานกัน.

วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552

‘ไข้ออกผื่นในเด็ก’ อีกโรคที่ต้องระวังหน้าฝน!

พบบ่อยในกลุ่มอายุ 1-6 ปี
ช่วงปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาวนี้ คุณพ่อ คุณแม่ที่มีลูกเล็ก ต่างกังวลถึงสุขภาพลูกกันไม่ใช่น้อย เพราะเป็นช่วงที่ทำให้ลูกเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล รวมไปถึงโรคหัด หรือไข้ออกผื่น เป็นอีกโรคหนึ่งในหน้าฝนพรำ ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้เท่าทันและระวังเอาไว้ เพราะไม่เช่นนั้น ถ้าเกิดลูกมีอาการแทรกซ้อน อาจทำให้เด็กเสียชีวิตได้

กับไข้ชนิดนี้ “พญ.ขวัญเมือง ณ ตะกั่วทุ่ง” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคทั่วไปในเด็ก โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ให้ความรู้ว่า เด็กที่เป็นไข้ออกผื่น เกิดจากการติดเชื้อไวรัส และแบคทีเรีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อไวรัสที่กระจายอยู่ตามอากาศ โดยเฉพาะกลุ่ม Herpes เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหัด หัดกุหลาบ หัดเยอรมัน โรคอีสุกอีใส และโรคมือเท้าปาก

โดยเฉพาะเด็กเล็ก ที่ภูมิต้านทานยังไม่มากพอเท่าผู้ใหญ่ โอกาสที่จะได้รับเชื้อโรค จึงเกิดได้สูง ส่วนใหญ่จะติดต่อผ่านทางน้ำลาย และลมหายใจ เช่น ของเล่น ของใช้ที่ลูกหยิบจับ หรือสัมผัสเข้าปากได้ ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งคือ อาการภูมิแพ้ เช่น แพ้ยา แพ้ฝุ่นละออง ซึ่งอาจทำให้ผิวของลูกมีอาการแพ้ จนเกิดผื่นขึ้นได้เช่นกัน

สำหรับโรคนี้จะพบได้ตลอดปี และพบบ่อยในกลุ่มอายุ 1-6 ปี ถ้าไม่มีภูมิต้านทานจะเป็นได้ทุกเพศทุกวัย โดนจะมีอาการเริ่มคือ มีไข้ น้ำมูกไหล ไอ ตาแดง ตาแฉะและกลัวแสง อาการต่างๆ จะมากขึ้นพร้อมกับไข้สูงขึ้นและจะสูงเต็มที่ เมื่อมีผื่นขึ้นในวันที่ 4 ของไข้ ลักษณะผื่นที่ขึ้นจะนูนแดง ติดกันเป็นปื้นๆ

โดยผื่นดังกล่าว จะขึ้นที่หน้า บริเวณชิดขอบผม จากนั้นจะแผ่กระจายไปตามลำตัว เช่น แขน และขา ประมาณ 2-3 วัน ไข้ก็จะเริ่มลดลง ส่วนผื่นมีสีแดงจะเข้มขึ้น เป็นสีแดงคล้ำ หรือน้ำตาลแดง คงอยู่นาน 5-6 วัน กว่าจะจางหายไปหมด กินเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ บางครั้งจะพบผิวหนังลอกเป็นขุยด้วย ทั้งนี้ควรให้เด็กหยุดเรียน หรือแยกเด็กที่ป่วยออกจากเด็กอื่น เป็นเวลาอย่างน้อย 1 อาทิตย์

“ไข้ออกผื่น ทำให้ลูกกินอาหารได้น้อยลง งอแง มีไข้ และเมื่อไข้ลดลง จะมีผื่นปรากฏให้เห็น และอาจมีอาการถ่ายเหลวร่วมด้วย ระยะต่อมาจะมีผื่นเป็นจุดเล็กๆ สีชมพูออกแดงเหมือนเม็ดทรายกระจายอยู่ทั่วตัว (คนโบราณจึงเรียกว่าหัดกุหลาบ) นอกจากนี้หากใช้มือคลำที่ใบหู มักพบว่า มีต่อมน้ำเหลืองโต หลังใบหู” คุณหมอเผยถึงอาการของโรคไข้ออกผื่น

ด้านวิธีการป้องกัน คุณหมอบอกว่า กลุ่มอาการไข้ออกผื่นบางชนิด เช่น โรคหัด หัดเยอรมัน จะมีวัคซีนป้องกัน คุณพ่อคุณแม่ สามารถพาลูกน้อยไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันได้ แต่บางชนิดไม่มีวัคซีนป้องกัน ฉะนั้น จึงควรดูแล และป้องกันอย่างเหมาะสม ด้วยวิธีต่อไปนี้

- เมื่อลูกมีไข้ ควรเช็ดตัว

- อาจให้กินยาลดไข้ระหว่างที่มีไข้

- ให้ลูกดื่มน้ำมากๆ หรืออาหารอ่อน เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ

- หลีกเลี่ยงการพาลูกไปในสถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก

- ให้ลูกกินอาหารครบ 5 หมู่ ดีต่อสุขภาพ เช่น ผัก และผลไม้ เพื่อสุขภาพและสร้างภูมิต้านทานให้ลูก

อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลยในเด็กเล็กๆ คุณหมอบอกว่า การดูแลเรื่องไข้ของลูก ต้องอย่าให้ลูกขาดน้ำ เพราะถ้าลูกขาดน้ำ พลังงาน อาการจะหายช้า และเมื่อเพลียมากอาจเกิดอาการชักได้

อย่างไรก็ดี กลุ่มเด็กที่ต้องระวังต่อการเสี่ยงเป็นไข้ออกผื่นมากที่สุด คือ กลุ่มเด็กที่อยู่ในสภาพยากจน อยู่ในชุมชนแออัด มีภาวะทุพโภชนาการ (การที่ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน หรือปริมาณไม่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย ซึ่งมีทั้งภาวะโภชนาการเกิน และโภชนาการต่ำ) อาจจะมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้ง่าย เช่น หูส่วนกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ หรือถ่ายเหลวเป็นน้ำ ซึ่งจะทำให้เด็กขาดอาหารรุนแรงขึ้น นอกจากนี้อาจพบสมองอักเสบ โดยพบได้ประมาณ 1 ใน 1 พันราย หากไม่เสียชีวิต อาจทำให้พิการได้

ทั้งนี้ โรคไข้ออกผื่น ไม่มียารักษาเฉพาะทาง วิธีที่ดีที่สุด คือ ให้วัคซีนป้องกัน ที่ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ให้วัคซีนป้องกันโรคหัด 2 ครั้งฟรี ซึ่งครั้งแรก เมื่อเด็กอายุ 9-12 เดือน โดยให้ในรูปแบบของวัคซีนหัดชนิดเดี่ยว ส่วนครั้งที่ 2 เมื่อเด็กเข้าเรียน ป.1 จะให้ในรูปแบบวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน

วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2552

ถนอม ‘มือ’ ด้วยสับปะรด

เคล็ดลับมือนุ่มง่าย ๆ

วันนี้ ขอแนะนำเคล็ดลับวิธีดูแลรักษามือแบบง่ายๆ ด้วยสับปะรดมาฝาก...

เริ่มจาก นำสับปะรดมาหั่นประมาณ 4-5 ชิ้น ใส่ในเครื่องปั่น เติมน้ำผึ้งลงไป 2 ช้อนโต๊ะ ปั่นให้ละเอียดจนกลายเป็นเนื้อครีมเหลว

กรณีไม่มีเครื่องปั่น ให้ใช้ช้อนหรือส้อมยี ผสมน้ำผึ้งคลุกเคล้าให้เป็นเนื้อเดียวกัน

จากนั้นล้างมือให้สะอาด นำครีมสับปะรดมาลูบไล้มือทั้งสองข้าง ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น ใช้ผ้าขนหนูซับจนแห้ง ตบท้ายด้วยโลชั่นที่คุณใช้เป็นประจำ

เพียงวิธีง่ายๆ คุณก็ได้มือที่เนียนนุ่มแล้ว.