แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

อายุมากดื่มเหล้า ตัวการก่อมะเร็งช่องปาก

แนะบริโภคผัก-ผลไม้ช่วยลดเสี่ยงโรค

สำนักข่าวบีบีซี ประเทศอังกฤษ รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญเตือนการดื่มเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์เพิ่มเสี่ยงมีโอกาสเป็น "มะเร็งช่องปาก" เพิ่มขึ้นในชายและหญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ล่าสุดตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบคนกลุ่มนี้เป็นมะเร็งที่ริมฝีปาก ปาก ลิ้น และลำคอ เพิ่มขึ้น 26 เปอร์เซ็นต์

ตั้งแต่คริสต์ทศวรรษที่ 1950 เป็นต้นมา พบว่า คนในวัย 40 ปี ดื่มเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นเท่าตัว พฤติกรรมเช่นนี้เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งที่ปากและลำคอ ใกล้เคียงกับการสูบบุหรี่ มะเร็งชนิดนี้คร่าชีวิตประชาชนในอังกฤษปีละ 1,800 ราย และพบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นปีละ 5,000 ราย

ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจเป็นสาเหตุของมะเร็งในช่องปากและลำคอ คือ การรับประทานผักและผลไม้น้อยลง และโรคติดต่อจากเพศสัมพันธ์ที่ผ่านทางปาก แต่แพทย์ตรวจพบว่า ร้อยละ 75 ของมะเร็งในช่องปาก มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยยาสูบเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุด แต่สำหรับคนในวัย 40 ปี ดูเหมือนว่าจะมีปัจจัยอื่นที่ทำให้อัตราการเป็นมะเร็งชนิดนี้เพิ่มขึ้น ได้แก่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ทั้งนี้ มะเร็งช่องปากรักษาหายได้หากตรวจพบเนิ่นๆ ปัญหาใหญ่คือคนจำนวนมากยังไม่ตระหนักว่า แอลกอฮอล์มีความสัมพันธ์กับมะเร็งชนิดนี้ เพราะส่วนใหญ่เชื่อว่าดื่มเหล้ามากๆ จะเป็นโรคเกี่ยวกับตับ จึงถึงเวลาที่ควรต้องเตือนให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีมากกว่าการเป็นมะเร็งตับ

วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2552

กาแฟเย็นทำให้อ้วน ให้แคลอรีมากเท่ากับข้าวมื้อใดมื้อหนึ่ง

กองทุนวิจัยต่อต้านโรคมะเร็งโลก เตือนกาแฟเย็นของร้านกาแฟชื่อดังระดับโลก หลายเจ้าให้พลังงานแคลอรีมากเสียยิ่งกว่ากินข้าวหนึ่งมื้อเสียอีก…

กองทุนวิจัยต่อต้านโรคมะเร็งโลก กล่าวเตือนว่า กาแฟเย็นของร้านกาแฟชื่อดังระดับโลก หลายเจ้าให้พลังงานแคลอรีมากเสียยิ่งกว่ากินข้าวหนึ่งมื้อเสียอีก ดังนั้น ผู้ที่คิดกินกาแฟต่างข้าวมื้อใดมื้อหนึ่ง ควรจะสังวรไว้

กองทุนได้ทำการสำรวจกาแฟเย็นที่ขายตามร้านกาแฟเครือข่ายยี่ห้อที่มีชื่อเสียง อย่าง สตาร์บัคส์ แคฟเฟ เนโร และคอสตา คอฟฟี่ ตรวจวัดปริมาณแคลอรี ในการศึกษาหาความเกี่ยวพันของความอ้วนกับการเป็นมะเร็ง พบว่ากาแฟเย็นบางชนิดให้แคลอรีมากถึง 561 แคลอรี บางชนิดก็ไม่ต่ำกว่า 450 ส่วนใหญ่ล้วนแต่ไม่ต่ำกว่า 200 แคลอรีทั้งนั้น

ผู้เชี่ยวชาญสุขภาพได้เคยแนะนำว่า ผู้ต้องการรักษาน้ำหนักตัวไว้ให้คงที่ ผู้ชายโดยเฉลี่ยควรจะบริโภคอาหาร ควรให้ได้รับพลังงานไม่เกิน 2,500 แคลอรี ส่วนผู้หญิงก็ควรจะอยู่ประมาณวันละ 2,000 แคลอรี ในขณะที่ผู้ที่จำเป็นต้องควบคุมอาหาร ควรจะอยู่ในระหว่างแค่ 1,000 ถึง 1,500 แคลอรีเท่านั้น.

ขอบคุณข้อมูลจาก ไทยรัฐ

กินชาทำให้กระดูกอ่อน พบสารฟลูออรีนอันเป็นพิษปนอยู่ด้วย

นักวิทยาศาสตร์เมืองบูชิโดกล่าวเตือนผู้ที่เป็นคอชา โดยเฉพาะชาอู่หลงและชาดำว่า การกินชาไปนานๆอาจจะทำให้กระดูกอ่อน เนื่องด้วยพิษของฟลูออรีนที่มีผสมอยู่...

นักวิทยาศาสตร์เมืองบูชิโดกล่าวเตือนผู้ที่เป็นคอชา โดยเฉพาะชาอู่หลงและชาดำว่า การกินชาไปนานๆอาจจะทำให้กระดูกอ่อน เนื่องด้วยพิษของฟลูออรีนที่มีผสมอยู่ในน้ำชา

นักวิจัยอาวุโสสถาบันสุขภาพโทยามาได้ เปิดเผยในที่ประชุมสมาคมการวิจัยชีวเวชญี่ปุ่น ที่กรุงโตเกียวเมื่อเร็วๆนี้ ว่า พบสารเคมีในร้อยละ 70 ของตัวอย่างน้ำชาที่วิเคราะห์จากทั้งหมด 130 ตัวอย่างด้วยกัน ซึ่งมีระดับเกินกว่ามาตรฐานของน้ำประปา ที่กำหนดอยู่ว่า ต้องไม่เกิน 0.8 มิลลิกรัม ในน้ำ 1 ลิตร แต่ยังไม่เคยมีมาตรฐานของฟลูออรีนในน้ำชามาก่อน

รายงานของนักวิจัยกล่าวว่า "จากการศึกษาสุขภาพของประชาชนในเขตปกครองอิสระมองโกเลียในของจีน ได้พบว่ากระดูกของผู้ที่ดื่มน้ำและน้ำชาที่มีฟลูออรีนปนอยู่มาเป็นเวลานาน มีความโน้มเอียงที่อาจจะเกิดแตกหักได้ จริงอยู่แม้ว่ามันจะยังไม่เกิดในวันในพรุ่ง แต่ก็ควรจะต้องตั้งมาตรฐาน และแบบ อย่างของการดื่มน้ำชาป้องกันขึ้นไว้ก่อน"

ขอบคุณข้อมูลจาก ไทยรัฐ

วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ข้อเสียของการดื่มน้ำเย็นจัด

ทราบหรือไม่ว่าการดื่มน้ำเย็นจัด สามารถส่งผลเสียให้กับร่างกาย วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีเรื่องนี้มาบอก...

การดื่มน้ำเย็นจัด จะส่งผลทำให้เส้นเลือดที่อยู่ในระบบทางเดินอาหารหดตัวลง ทำให้เซลล์ต้องทำงานหนักขึ้น จึงมักจะเกิดอาการจุกหน้าอก

การดื่มน้ำ ควร ดื่ม 8-10 แก้วต่อวัน เพราะน้ำช่วยหล่อลื่นให้ระบบต่าง ๆ ทำงานได้ดีขึ้น ระบบขับถ่ายดี ผิวพรรณสดใส แต่สิ่งสำคัญ คือ ต้องเป็นน้ำที่สะอาดบริสุทธิ์ ที่อุณหภูมิเดียวกับอุณหภูมิห้อง

ถ้ามีสุขภาพดี ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็นจัดจะเป็นการดีที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจาก เดลินิวส์

วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ถ่ายเป็นเลือดระวังริดสีดวงทวารหนัก

ไม่กินผักผลไม้ ดื่มน้ำน้อย เครียดในชีวิตประจำวัน มีโอกาสเสี่ยงที่จะท้องผูก และถ่ายผิดปกติหรือมีเลือดปนออกมา จนถึงขั้นเสี่ยงต่อริดสีดวง

นพ.ทรงศักดิ์ กรสุทธิโสภณ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญศัลยกรรมทั่วไป โรงพยาบาลเจ้าพระยา เปิดเผยว่า ปัจจุบันคนไทยเริ่มมีพฤติกรรมในการบริโภคอาหารที่เปลี่ยนไปเพิ่มมากขึ้นโดยหลายๆคนไม่รับประทานผักผลไม้หรือบางคนดื่มน้ำน้อยมากในแต่ละวัน

ประกอบกับการเกิดความเครียดจากการทำงาน ภาวะเศรษฐกิจ ปัญหาครอบครัวและสังคม ส่งผลให้คนไทยมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอาการท้องผูก และถ่ายผิดปกติหรือมีเลือดปนออกมา จนถึงขั้นเป็นโรคโลหิตจางจนต้องให้เลือดทดแทน

ทั้งนี้อาการถ่ายเป็นเลือด เป็นอาการหนึ่งจากสภาวะท้องผูก หรือการถ่ายอุจจาระที่มีลักษณะเป็นก้อนแข็ง ซึ่งมาจากพฤติกรรมในผู้ที่ไม่ค่อยรับประทานผัก และผลไม้หรือดื่มน้ำน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน รวมถึงภาวะความเครียดในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตามผู้ป่วยควรจะพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและตำแหน่งที่เลือดออกว่ามาจากส่วนใด ซึ่งอาจจะเป็นเนื้องอก มะเร็ง หรือริดสีดวงทวารหนัก คือถ้ามีเลือดออกจากลำไส้ใหญ่ส่วนล่างหรือบริเวณทวารหนัก

ผู้ที่มีอาการจะเห็นเป็นเลือดสีแดงสดไหลหรือหยดหรือผสมกับอุจจาระที่ออกมา อาการเหล่านี้หากทิ้งไว้ในระยะยาวโดยไม่ทำการรักษา อาจนำไปสู่การเป็นโรคริดสีดวงทวารหนักในระยะที่ 3 และ 4 ได้

โรคริดสีดวงทวารหนักภายในระยะที่ 1 และ 2 ไม่ถือว่าเป็นอันตรายแก่ชีวิต แต่จะเป็นความลำบากสำหรับผู้ป่วยเองในการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะการที่ผู้ป่วยปล่อยให้โรคริดสีดวงทวารหนักเรื้อรังจนลุกลามไปถึงระยะที่ 3 และ 4 เป็นเพราะผู้ป่วยโรคริดสีดวงทวารหนักบางรายส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะไปพบและปรึกษาแพทย์ มักจะเก็บความทุกข์ทรมานจากโรคนี้ไว้ตามลำพังเนื่องจากเกิดความอาย และกลัวกับวิธีการผ่าตัด

แต่ปัจจุบัน วิทยาการทางการแพทย์เกี่ยวกับการรักษาโรคริดสีดวงทวารหนักมีความก้าวหน้ามากขึ้น โดยผู้ป่วยโรคริดสีดวงทวารหนักในระยะที่ 3 และ4 สามารถเลือกที่จะเข้ารับการผ่าตัดรักษาโรคด้วยเครื่องมือตัดเย็บอัตโนมัติ (Stapled hemorrhoidectomy) หรือที่เรียกว่า PPH (Procedure for prolapsed and hemorrhoid) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีก้อนเนื้อยื่นออกมาในปริมาณมาก

การรักษาด้วยเครื่องมือดังกล่าว จะช่วยให้ผู้ป่วยเจ็บน้อยลงและใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นน้อย ไม่มีผลข้างเคียงหลังการผ่าตัด รวมถึงผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ไวกว่าการผ่าตัดแบบเดิม

การใช้เครื่องมือตัดเย็บอัตโนมัติ หรือ PPH กับผู้ป่วยโรคริดสีดวงทวารหนักในระยะที่ 3 และ 4 เป็นวิธีแก้ไขกลไกที่ทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวารหนักโดยตรง ซึ่งอุปกรณ์ที่สำคัญในการผ่าตัดรักษาประกอบด้วย 3 ส่วน คือ เครื่องมือสอดและถ่างทวารหนัก เครื่องมือช่วยเย็บ และเครื่องมือตัดเย็บหัวริดสีดวง โดยการตัดและเย็บนี้ จะกระทำตามแนวเส้นรอบวงโดยตลอด จึงสามารถตัดหัวริดสีดวงออกได้ทุกหัวและไม่ทำให้รูทวารหนักแคบลง

อีกทั้งแนวการเย็บอยู่สูงกว่าเส้นเด็นเต็ท (dentate line) ซึ่งเป็นบริเวณที่ไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวดมาเลี้ยง จึงทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดน้อยลง

นพ. ทรงศักดิ์ กล่าวต่อว่า โดยทฤษฏีแล้วโรคริดสีดวงทวารหนักเกิดจากการเลื่อนตัวของเบาะรอง(cushion) ที่อยู่ภายในทวารหนักออกมาภายนอก วิธีการผ่าตัดนี้จะดันเบาะรองกลับไปสู่ตำแหน่งเดิม และตัดเฉพาะส่วนเกินที่ยื่นออกมาเท่านั้น ไม่ตัดเบาะรองออกทั้งหมด ในความเป็นจริงแล้วเบาะรองมีประโยชน์ในการทำให้ทวารหนักของคนเราปิดสนิทไม่มีน้ำอุจจาระเล็ดออกมาได้ในระหว่างที่ไม่ได้ถ่ายอุจจาระ

“ เพื่อป้องกันการเป็นโรคริดสีดวงทวารหนัก หากผู้ป่วยพบว่ามีอาการถ่ายเป็นเลือด ถ่ายลำบาก อย่าปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นเรื้อรังควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเรื่องการรับประทานอาหาร เน้นผักและผลไม้ให้มากขึ้น ดื่มน้ำมากๆ หลีกเลี่ยงอุปนิสัยเบ่งอุจจาระเวลาขับถ่าย ไม่ใช้ยาสวนอุจจาระพร่ำเพรื่อ

หากหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เป็นความเสี่ยงเหล่านี้ ผู้ป่วยจะมีโอกาสห่างไกลจากโรคริดสีดวงทวารหนัก และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยที่ไม่ต้องพบแพทย์” นายแพทย์ทรงศักดิ์ กล่าว

ขอบคุณข้อมูลจาก กรุงเทพธุรกิจ

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

นอนมากเกิน-น้อยเกิน เสี่ยงเบาหวาน

คนที่นอนมากเกินไปหรือนอนน้อยเกินไป มีโอกาสเพิ่มขึ้นที่จะเป็นโรคเบาหวาน

ผลวิจัยพบว่า คนที่ไม่ได้นอนคืนละ 7-8 ชั่วโมงมีแนวโน้มสูงขึ้น 2 เท่าครึ่งที่จะมีน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ ซึ่งโยงกับโรคเบาหวาน

นักวิจัยซึ่งศึกษาพฤติกรรมของอาสาสมัคร 276 คนเป็นเวลา 6 ปี บอกว่ายังไม่รู้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Sleep Medicine แนะนำว่า การนอนหลับวันละ 7-8 ชั่วโมงต่อคืนนับเป็นจำนวนที่เหมาะสมสำหรับผู้ใหญ่ในการป้องกันโรคต่างๆ และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

นักวิทยาศาสตร์บอกว่า ไม่ทราบสาเหตุของเรื่องนี้ แต่ผลการศึกษาก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างแบบแผนการนอนกับ โรคอ้วน โรคหัวใจร่วมหลอดเลือด และอัตราการเสียชีวิต

โรคอ้วนมีส่วนเชื่อมโยงกับเบาหวาน แต่โอกาสเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อเบาหวานอันเนื่องจากนิสัยในการนอนนั้นก็ยังคง มีอยู่แม้ว่าได้ตัดปัจจัยเรื่องโรคอ้วนออกไปแล้ว

งานวิจัยก่อนหน้านี้ชี้ว่า การอดนอนอาจรบกวนการผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมความอยากอาหารที่มีแคลอรีสูง ความหิว และการใช้พลังงาน

นักวิจัยแองเจโล เทรมเลย์ บอกว่า งานชิ้นนี้เป็นการศึกษาต่อเนื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างช่วงเวลาการ นอนกับความเสี่ยงต่อเบาหวาน ความเสี่ยงนี้ยังคงมีนัยสำคัญแม้ว่าได้นำปัจจัยเรื่องดัชนีมวลกายกับเส้นรอบ เอวมาร่วมพิจารณาด้วยแล้ว "คำแนะนำก็คือ เราควรนอนให้เต็มตื่น แต่สำหรับบางคนเรื่องนี้ก็พูดง่ายแต่ทำยาก"

งานสำรวจหลายชิ้นพบว่า ผู้คนกำลังใช้เวลากับการนอนหลับน้อยลง ชาวอังกฤษวัยผู้ใหญ่ราว 1 ใน 3 มักนอนคืนละ 5 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้น ระยะเวลาการนอนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 7 ชั่วโมง

วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เตือนควันธูป ส่งผลต่อสุขภาพ

นักวิชาการเตือนปชช.ควันธูปส่งผลต่อสุขภาพ

นักวิชาการเตือนประชาชน ควันธูปส่งผลต่อสุขภาพ ก่อโรคมะเร็ง และก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก

นายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ นักวิชาการ 1 คณะวิจัยสถาบันจุฬาภรณ์ ร่วมกับสำนักโรคติดต่อกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนที่จุดธูปบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บรรพบุรุษและบุคคลที่ถึงแก่กรรม เสี่ยงกระทบต่อสุขภาพเป็นมะเร็งในระยะยาว

นอกจากนี้ การจุดธูปยังเป็นการเร่งให้เกิดก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้เกิดภาวะโรคร้อน แนะประชาชนควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการจุดธูป คือ ควรเปลี่ยนให้ธูปมีขนาดสั้นลง หรือใช้แบบชนิดไฟฟ้า

ทั้งนี้หากจำเป็นต้องจุดธูป ควรตั้งกระถางในที่ถ่ายเทอากาศได้สะดวก เนื่องจากในปีหนึ่งมีประชาชนทั่วโลกจุดธูป คิดเป็นปริมาณเกือบ 100,000 ก้านต่อปี ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และแก๊สมีเทนออกมาเป็นจำนวนมาก ดังนั้นหากทุกคนไม่จุดธูปก็จะสามารถลดภาวะโลกร้อนลงได้

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ทำงานในสถานที่มีการจุดธูปมากเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง 3 ชนิด ขณะที่ผลวิจัยยังชี้ว่า จะทำให้ความสามารถในการซ่อมแซมความผิดปกติของสารพันธุกรรม DNA ในร่างกายลดลงอีกด้วย

อัมพาต เพราะน้ำอัดลม

อัมพาต เพราะน้ำอัดลม (health and cuisine)

ดร.โมเสส เอลิซาฟ อายุรแพทย์ หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยไอโออันนินา เผยว่า การดื่มน้ำอัดลมมากๆ (โดยเฉพาะน้ำสีดำ) กำลังจะเป็นปัญหาใหญ่ เพราะนอกจากทำลายฟัน ทำให้กระดูกผุ ส่งผลถึงระบบเมตาโบลิซึม และเป็นสาเหตุของเบาหวานแล้ว ยังก่อให้เกิดภาวะไฮโปคาเลเมียหรือโพแทสเซียมในเลือดต่ำ ทำให้ กล้ามเนื้ออ่อนเพลีย ไม่มีแรง จนอาจถึงขั้นอัมพฤกษ์ อัมพาตอีกด้วย

จากการเก็บข้อมูลในผู้ป่วยที่ดื่มน้ำอัดลมวันละ 2 - 9 ลิตรต่อวันต่อเนื่องเป็นประจำ พบว่า คนไข้มาพบหมอด้วย อาการเหนื่อยล้า กล้ามเนื้อไม่มีแรง ไม่อยากอาหาร คล้ายจะอาเจียนตลอดเวลา ผลการตรวจเลือดพบ โพแทสเซียมในเลือดต่ำและมีภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันร่วมด้วย แต่หลังจากให้หยุดดื่มน้ำอัดลมและหันมารับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียมแล้ว พบว่า อาการป่วยดังกล่าวหายไป

ประมาณการกันว่า ในแต่ละปีคนทั้งโลกดื่มน้ำอัดลมราว 500 ล้านลิตร หรือประมาณ 80 ลิตรต่อคน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะชาวอเมริกันที่ดื่มกันมากถึงคนละ 200 ลิตรต่อปี
รู้อย่างนี้แล้วลดปริมาณการดื่มลงบ้างเพื่อสุขภาพที่ดีกว่าครับ

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

กินผัก-ผลไม้ต้านหวัด 2009

กินผัก-ผลไม้ต้านหวัด 2009
กรมอนามัยแนะกินทานผักสดและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ฝรั่ง มะละกอ ส้ม เงาะ มะม่วง ลิ้นจี่ ตำลึง คะน้า กะหล่ำปลี ช่วยต้านหวัด 2009

นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยถึงการกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า ในช่วงระยะของการเกิดโรคระบาดในขณะนี้ นอกจากจะเน้นการกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ โดยกินอาหารทันทีหลังจากปรุงอาหารให้สุกด้วยความร้อนแล้ว ควรใช้ช้อนกลางทุกครั้งและทุกมื้ออาหาร ซึ่งจะช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคที่จะติดต่อระหว่างคนสู่คนผ่านทางระบบทางเดินหายใจและเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย

การล้างมือก่อนการบริโภคอาหารและหลังการขับถ่าย จะช่วยลดอัตราการปนเปื้อนของเชื้อโรคที่อาจแพร่เข้าสู่ร่างกาย ทั้งที่เกิดจากการสัมผัสทางผิวหรือทางปาก โดยผ่านการหยิบจับอาหารด้วยมือเปล่า และสวมหน้ากากอนามัยปิดปาก จมูก ทุกครั้งที่ไอ จาม รวมทั้งมีการทิ้งขยะ ประเภททิชชูที่ใช้เช็ดน้ำมูกลงในขยะแบบปิด

นอกจากนี้ การกินอาหารครบทั้ง 5 หมู่ และหลากหลาย โดยเน้นผักสดและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ฝรั่ง มะละกอ ส้ม เงาะ มะม่วง ลิ้นจี่ ตำลึง คะน้า กะหล่ำปลี ก็จะเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายด้วย ทั้งนี้ควรดื่มน้ำสะอาดประมาณ 6-8 แก้วต่อวัน และออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-5 วัน วันละ 30 นาที นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชนหรือสถานที่แออัด และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้

10 วิธีง่ายๆ ห่างไกลไข้หวัด-ไข้หวัดใหญ่

10 วิธีง่ายๆ ห่างไกลไข้หวัด-ไข้หวัดใหญ่
ท่ามกลางภาวะไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ระบาดลามไปทั่วโลก นิตยสาร "สรรสาระ" ฉบับเดือนกรกฎาคม นำเสนอบทความแนะนำ 23 วิธีป้องกันตัวเองให้ห่างไกลโรคไข้หวัดใหญ่ โดยรวบรวมข้อมูลมาจากงานวิจัยทั่วโลก และวันนี้ขออนุญาตดึงเทคนิคบางส่วนสัก 10 ข้อที่ปฏิบัติง่ายๆ มาบอกต่อ..

1. ล้างมือบ่อยๆ โดยก่อนหน้านี้ศูนย์วิจัยสุขภาพของกองทัพสหรัฐพบว่า คนล้างมือวันละ 5 ครั้ง ป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่และโรคทางเดินหายใจลดลงร้อยละ 45 และควรล้างมือซ้ำ 2 รอบ

2. ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี

3. พกเจลล้างมือฆ่าเชื้อติดตัว

4. เปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 3 เดือน เพราะอาจเป็นแหล่งสะสมโรค หรือถ้าจะให้ดีเปลี่ยนทุกครั้งหลังป่วยเป็นไข้ ป้องกันติดเชื้อซ้ำ

5. กินกระเทียมทุกวัน

6. ฝึกสมาธิวันละครั้ง ช่วยลดความเครียด ทั้งนี้ มีผลวิจัยชี้ว่าคนมีความเครียดป่วยเป็นไข้หวัดบ่อยกว่าคนไม่มีความเครียด สะสมถึง 2 เท่า

7. ใช้มือ กระดาษ หรือผ้าปิดจมูกปิดปากทุกครั้งที่จาม ลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค

8. เปลี่ยนหรือซักผ้าเช็ดมือทุก 3-4 วัน ในช่วงที่มีไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ระบาด และซักด้วยน้ำร้อน

9. อย่ากินยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้อง

10. กีฬาๆ คือยาวิเศษ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ช่วยเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันในร่างกาย

ขอบคุณข้อมูลจาก:ข่าวสด

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

8 โรคร้ายของวัยทำงาน

ถ้ากายป่วยกระเสาะกระแสะ ประสิทธิภาพในการทำงานก็ย่อมลดลงเป็นธรรมดา หลังจากขะมักเขม้น คร่ำเคร่ง เรียนรู้เรื่องการพัฒนาตัวเอง พัฒนางาน พัฒนาองค์กร แล้วก็อย่าลืมเรียนรู้เรื่องร่างกายของตัวเองด้วยล่ะ ถ้าไม่อยากจะตรวจสอบ เช็กสภาพร่างกายตามโรงพยาบาลก็ลองหาหนังสืออ่านกันดู

"8 โรคร้ายของวัยทำงาน" หรือ Working Syndrome เขียนโดย พ.ญ.ชัญวลี ศรีสุโข แพทย์นักเขียน เป็นหนังสือเกี่ยวกับการเรียนรู้โรคภัยที่น่าสนใจเล่มหนึ่ง เพราะแม้ว่าผู้เขียนจะเป็นหมอ แต่เธอเองก็ยอมรับว่าทำงานติดพันเสียจนเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เคยเป็นไมเกรนตั้งแต่ตอนอายุ 14 รวมทั้งมีอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดคอ ปวดข้ออยู่เป็นประจำ

แล้ว 8 โรคร้ายที่ควรพึงระวังของบุรุษ สตรี วัยทำงานมีอะไรบ้าง?

โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ ปวดท้องน้อย ปัสสาวะแสบขัด มีเลือดปนออกมาด้วย

โรคปวดหัวไมเกรน ทำงานเครียดปวดหัวมากเหมือนมีอะไรเต้นตุบๆ อยู่ภายใน

โรคนิ้วล็อก นิ้วเหยียดไม่ออก กำมือไม่ได้

โรคกรดไหลย้อนกลับ มีอาการเสียวแปลบที่หน้าอกซ้าย จุกไปถึงด้านหลัง

โรคริดสีดวงทวารหนัก อย่าไปล้อเล่นกับมัน เพราะมันอาจทำให้ คุณเสียชีวิตได้

โรคปวดกล้ามเนื้อและข้อ หากปวดไหล่จนยกของหรือใช้แขนไม่ได้ต้องไปหาหมอ เพราะมันเกี่ยวพันกับกระดูกต้นคอ

โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน จะมีอาการปวดหลังและร้าวมาที่ขาทั้งสองข้าง ปวดจนต้องตื่นขึ้นมากลางดึก หรือปวดจนเดินไม่ได้

โรคทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ หอบหืด ซึ่งกำลังกลายเป็นโรคยอดนิยมของคนเมือง

ทุกโรคนั้น พ.ญ.ชัญวลีให้ราย ละเอียดกระจ่าง หากสงสัยอาการตัวเองว่าเข้าข่ายหรือไม่ก็สามารถเอาไปเปรียบเทียบได้

เธอยังบอกถึงการรักษาด้วยยา หรืออาจจะแบบธรรมชาติบำบัด หรือบางโรคสามารถรักษาด้วยตัวเอง พร้อมทั้งแนะนำวิธีป้องกันด้วย

อย่างที่ว่ากัน สุขภาพดีไม่มีวางขาย ต้องเรียนรู้ ป้องกัน หรือรักษาด้วยตัวเอง หรือผู้รู้ หากรู้ก่อนป้องกันก่อน การพลาดท่าให้โรคต่างๆ ย่อมน้อยลง

ขอบคุณข้อมูลจาก : ประชาชาติธุรกิจ

วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ปวดหัว โรคปวดหัว ไมเกรน

ปัญหาทางระบบประสาทอย่างหนึ่ง ที่สร้างความทรมานอย่างยิ่งให้กับผู้ที่ต้องเผชิญคือ อาการปวดหัว โดยมากมักเป็นๆ หายๆ บ้างก็ทราบสาเหตุ บ้างก็ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร แต่เมื่อเป็นแล้วนอกจากจะสร้างความเจ็บปวดให้กับร่างกายแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อการทำงานและการดำเนินชีวิตในด้านอื่นๆ อีกด้วย

ปวดศีรษะ (Headaches)
ปัญหาของอาการปวดศีรษะมักเกิดจากสาเหตุต่างๆ ทั้งจากโรคของสมอง เช่น เนื้องอกในสมอง โรคหลอดเลือดสมอง การอักเสบของเส้นประสาท และปัญหาที่มาจากปัจจัยภายนอก เช่น ความดันโลหิตสูง รับประทานยาบางชนิด เป็นไข้ กระดูกคอเสื่อม ความเครียด ไมเกรน สาเหตุต่างๆ เหล่านี้ อาจแยกจากกันไม่ได้ชัดเจน ต้องอาศัยการตรวจพิเศษและดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจรักษา เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

อาการสำคัญที่ควรพบแพทย์ด่วน
1.อาการปวดศีรษะเฉียบพลัน หรือปวดศีรษะอย่างรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
2.มีอาการอาเจียน เป็นไข้ คอแข็ง แขนขาชาและอ่อนแรง ตามองไม่เห็น เป็นอาการร่วมกับการปวดศีรษะ หรือเป็นอาการนำ
3.เสียการทรงตัว หมดสติ สับสนจำอะไรไม่ได้
4.ผู้ป่วยที่กินยาแก้ปวดเป็นเวลานานกว่า 3 เดือน แต่อาการไม่ทุเลาหรือมีอาการมากขึ้น

ปวดศีรษะไมเกรน
ไมเกรนและความเครียด เป็นสาเหตุของการปวดศีรษะ 85-90% ของประชากรทั่วไป ปวดศีรษะไมเกรนมีอาการดังต่อไปนี้
- ปวดเป็นพักๆ จะเป็นๆ หายๆ ข้างใดข้างหนึ่ง ปวดตุบๆ เหมือนชีพจรกำลังเต้น บางรายปวดมากจนทำงานไม่ได้
- อาการปวดมักปวดบริเวณหน้าผาก รอบดวงตา ขมับและขากรรไกร
- อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน
- เห็นแสงสว่าง แสงสี ตาพร่ามัว ก่อนหรือระหว่างการปวดศีรษะ
- ระยะเวลาในการปวดนานประมาณ 2-3 ชั่วโมง ซึ่งมักพบมากในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

อาการปวดศีรษะมักจะเริ่มช่วงวัยรุ่นเมื่ออายุมากขึ้น บางครั้งผู้ป่วยที่เป็นไมเกรนอาจจะมีอาการนำ aura เช่นเห็นแสงแลบ ตามองไม่เห็น ชาซีกใดซีกหนึ่งเรียกว่า “Classic Migrain” แต่ส่วนใหญ่ไม่มีอาการนำเรียกว่า “Common Migrain” ถึงแม้ว่าไมเกรนเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด แต่หากเข้าใจโรคและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ก็สามารถทำให้ควบคุมโรคได้

สาเหตุของการปวดศีรษะไมเกรน
ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัด เชื่อว่าเกิดจากการหลั่งสารเคมีรอบๆ เส้นเลือดสมอง ทำให้มีการปวดเกิดขึ้น

ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรน
1.การนอนหลับมาก หรือน้อยเกินไป หรือนอนไม่เป็นเวลา
2.รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา หรืออดอาหารนานๆ น้ำตาลในเลือดต่ำ
3.เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และอาหารที่มีส่วนผสมของผงชูรสและสารกันบูด เนยแข็ง ช็อกโกแลต
4.สิ่งแวดล้อม เช่น อุณหภูมิเปลี่ยนแปลง อากาศร้อน รวมทั้งกลิ่นต่างๆ เช่น กลิ่นน้ำหอม กลิ่นเหม็น ควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสีย
5.การนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ6.ฮอร์โมนเพศสูง ช่วงมีประจำเดือน และการตั้งครรภ์ในช่วงเดือนแรกๆ

การวินิจฉัย
แพทย์จะทำการวินิจฉัยโรคโดยการซักประวัติและตรวจร่างกายทางระบบประสาท โดยถามถึงลักษณะอาการปวด ตำแหน่งที่ปวด ความรุนแรงของอาการปวด อาการเตือนก่อนปวด และอาการร่วม รวมถึงระยะเวลาที่ปวดแต่ละครั้ง ความถี่ของการปวด เป็นต้น สำหรับการปวดศีรษะจากโรคอื่นๆ อาจมีลักษณะคล้ายกัน บางครั้งจึงมีความจำเป็นต้องตรวจพิเศษ เพื่อจำแนกโรคให้ชัดเจน

การรักษาไมเกรน
1.ควรดูแลและรักษาสุขภาพอย่างใกล้ชิด นอนให้เพียงพอ นอนให้เป็นเวลา
2.หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ท่านสามารถสังเกตได้ เช่น อาหาร สิ่งแวดล้อม
3. การรักษาเพื่อขจัดความปวดโดยการใช้ยา ซึ่งมีทั้งยาแก้ปวดไมเกรน และยาป้องกันไมเกรน ซึ่งการจะใช้ยาชนิดใด ควรได้รับการแนะนำหรือปรึกษาจากแพทย์ก่อน

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจากไทยรัฐ

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

5 สัญญาณโรคร้าย ที่ชายไม่ควรเมิน

5 สัญญาณโรคร้าย ที่ชายไม่ควรเมิน (Momypedia)

1. เจ็บหน้าอก
ผู้ชายส่วนใหญ่ละเลยอาการเจ็บหน้าอก เพราะคิดว่าเป็นเพราะลมขึ้น หรืออาหารไม่ย่อย แต่ในความเป็นจริงแล้วอาการเจ็บหน้าอกอาจเป็นสาเหตุเบื้องต้นของภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้ด้วย ฉะนั้น หากรู้สึกแน่น เจ็บบริเวณหน้าอก หายใจสั้น หอบเหนื่อย รีบพบแพทย์ทันที

2. หน้าท้องใหญ่ยื่น
เป็นสัญญาณเตือนว่า ระดับฮอร์โมนเทสโตสเตอโรน ในร่างกายกำลังลดต่ำลง ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและโรคหัวใจด้วย

3. อวัยวะเพศไม่ตื่นตัว
แม้จะเป็นอาการทางกายภาพ แต่นั่นอาจเป็นสัญญาณว่า คุณเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ ถ้าเส้นเลือดใหญ่ไม่สามารถลำเลียงเลือดไปสู่อวัยวะเพศชายได้เต็มประสิทธิภาพ แสดงว่าการไหลเวียนเลือดไปสู่หัวใจและสมองก็อาจทำงานได้ไม่ดีด้วย

4. ปัสสาวะบ่อย
เป็นสัญญาณเตือนว่าคุณอาจเป็นโรคต่อมลูกหมากอักเสบ เพราะฉะนั้น ถ้าคุณปัสสาวะบ่อยร่วมกับอั้นไม่ค่อยอยู่ แถมกลางคืนยังลุกมาปัสสาวะไม่ต่ำกว่า 3 ครั้งทั้งที่ดื่มน้ำตามปกติ อย่างนี้รีบไปพบแพทย์ให้เร็วจี๋

5. ติดยาที่เภสัชกรจัดให้
ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่ยอมรับว่าติดยาที่จ่ายโดยแพทย์ประจำตัว บางครั้งก็กินยาแก้เจ็บหลัง ยาแก้ปวด ยาแก้หวัด ยาขับเสมหะ ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เรียกว่า มีอาการเมื่อไรไม่เคยพบแพทย์ แต่สั่งยาให้ตัวเองกินแทนซะงั้น และอย่างที่ทราบกันดี ยาแต่ละชนิดล้วนมีผลข้างเคียง

ถ้าไม่อยากป่วยกระเสาะกระแสะ โรคภัยรุมเร้า พบแพทย์ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอนะ

สารอาหาร ที่เซลล์มะเร็งต้องการ

ใครที่ไม่อยากเป็นมะเร็ง วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีสารอาหารที่เซลล์มะเร็งต้องการมาบอกกัน...

1. น้ำตาล เช่น น้ำตาลทรายขาว โดยใช้น้ำตาลจากธรรมชาติแทน เช่น น้ำผึ้ง แต่ต้องใช้ในปริมาณที่น้อยมาก เกลือ มีสารจำเป็นที่เซลล์มะเร็งนำไปใช้ ควรงด หรือในปริมาณน้อย

2. นม ควรดื่ม นำนมถั่วเหลืองทดแทน

3. เซลล์มะเร็ง เจริญเติบโตในสภาพที่เป็นกรด การบริโภคเนื้อสัตว์ทำให้เกิดสภาพเป็นกรด ควรรับประทานอาหารประเภทปลา ดีกว่าหมู เนื้อ และเนื้อสัตว์ มีแบคทีเรีย ใช้โฮโมนในการเจริญเติบโตปนเปื้อน ที่เป็นอันตรายต่อคนไข้ที่เป็นมะเร็ง

4. 80% ของผักและนำผลไม้สด ถั่วเมล็ดแห้ง ธัญพืช จะช่วยให้ร่างกายมีสภาพเป็นด่าง 20% จากอาหารที่ปรุงแล้ว น้ำผักและผลไม้สด จะให้เอนไซม์ที่ง่ายต่อการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย เพื่อไปเสริมสร้างความแข็งแรงให้เซลล์ที่ดี ดังนั้นควรดื่มน้ำผักสด และกินผักดิบ 2-3 ครั้งต่อวัน

5. หลีกเลี่ยงชา กาแฟ ช็อกโกแลต ที่มีคาเฟอีนที่สูง เป็นดื่มชาเขียวที่มี สารต้านมะเร็ง ดื่มน้ำสะอาด หรือน้ำกรองดีที่สุด หลีกเลี่ยงน้ำประปา และเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ที่มีสภาพเป็นกรด

6. เนื้อสัตว์ ย่อยยาก และต้องการเอนไซม์ในการย่อยเป็นจำนวนมาก และเนื้อที่ย่อยไม่หมด จะคงตกค้างอยู่ในลำไส้ อันนำไปสู่สารพิษตกค้าง

7. เซลล์มะเร็ง มีโปรตีนที่ยากแก่การทำลายเป็นเกราะป้องกัน การบริโภคเนื้อสัตว์น้อยลง จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไปทำลายเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น

8. อาหารเสริมบางอย่างช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อไปทำลายเซลล์มะเร็ง เช่น วิตามินอี วิตามินซี

9. เซลล์มะเร็ง เป็นเชื้อโรคของจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณ การควบคุมอารมณ์ และมองโลกในแง่ดีจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น อารมณ์โกรธ หรือความเครียดจะสร้างสภาพความเป็นกรดให้ร่างกาย ควรเรียนรู้ที่จะรัก และให้อภัย พักผ่อนและสนุกกับการใช้ชีวิต

10. เซลล์มะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตในที่มีออกซิเจนได้ การออกกำลังกายทุกวัน และหายใจเข้าลึกลึก จะช่วยเพิ่มระดับ ออกซิเจนในเซลล์ การบำบัดด้วยออกซิเจนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำลายเซลล์มะเร็ง

รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าไม่อยากเป็นมะเร็ง หันมาดูแลรักษาสุขภาพกันดีกว่า

ขอบคุณข่าวจากเดลินิวส์

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

โรคพาร์กินสัน โรคสั่นสันนิบาต

โรคพาร์กินสัน หรือที่คนไทยเรียกว่า โรคสั่นสันนิบาต เป็นโรคทางระบบประสาทที่พบได้บ่อย เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ ตัวอย่างบุคคลที่มีชื่อเสียงที่เป็นโรคพาร์กินสัน ได้แก่ สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 โมฮัมเหม็ด อาลี ไมเคิล เจ. ฟ็อกซ์ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ยัสเซอร์ อาราฟัต ดัดลีย์ มัวร์ จอนนี่ แคช เป็นต้น

โรคพาร์กินสันเป็นโรคที่รู้จักกันครั้งแรกในวงการแพทย์ในปี พ.ศ.2360 หรือเกือบ 200 ปีมาแล้ว โดยนายแพทย์เจมส์ พาร์กินสัน ชาวอังกฤษ เป็นผู้รายงานโรคพาร์กินสันเป็นคนแรก

ในอดีตเข้าใจผิดว่าโรคพาร์กินสันมีความผิดปกติที่ไขสันหลัง แต่ในปัจจุบันเป็นที่ทราบแน่ชัดแล้วว่า พยาธิสภาพของโรคพาร์กินสัน เกิดขึ้นที่ในเนื้อสมองส่วนลึก อาการของโรคพาร์กินสันในระยะแรก แพทย์อาจยังไม่สามารถให้การวินิจฉัยได้ เมื่อติดตามผู้ป่วยไปสักระยะหนึ่ง อาการต่างๆ ถึงจะปรากฎเด่นชัดขึ้น

กลไกการเกิดโรค
ในสมองมีสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย ได้แก่ โดปามีนและอะซิทิลโคลีน ซึ่งปกติจะอยู่ในภาวะสมดุล เมื่อเซลล์สมองที่สร้างโดปามีนตายไปสมดุลดังกล่าวก็เสียไป ร่างกายจึงเกิดความผิดปกติทำให้มีอาการเคลื่อนไหวผิดปกติปรากฏเป็นอาการของ โรคพาร์กินสัน

อาการของโรค
โรคพาร์กินสันทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการทางระบบประสาทที่เด่นชัด 3 ประการ ได้แก่ อาการสั่น เกร็ง และเคลื่อนไหวช้าอาการ สั่น มักเกิดขึ้นขณะอยู่เฉยๆ มีลักษณะเฉพาะคือ สั่นมากเวลาอยู่นิ่งๆ แต่ถ้าเคลื่อนไหว หรือยื่นมือทำอะไร อาการสั่นจะลดลงหรือหายไป มักเกิดขึ้นที่มือข้างใดข้างหนึ่ง

อาการเกร็ง มักมีอาการแข็งตึงของแขนขาและลำตัว ทำให้เคลื่อนไหวลำบาก ปวดตามกล้ามเนื้อ

อาการ เคลื่อนไหวช้า ทำอะไรช้าลงไปจากเดิมมาก ไม่กระฉับกระเฉงว่องไวเหมือนเดิม เดินช้าและงุ่มง่าม สังเกตได้ว่าแขนไม่แกว่ง และผู้ป่วยมักบ่นว่าแขนขาไม่มีแรง

การวินิจฉัยโรค
โดยทั่วไปหากผู้ป่วยปรากฏอาการชัดเจน สามารถวินิจฉัยได้จากลักษณะอาการและการตรวจร่างกายทางระบบประสาทอย่าง ละเอียด การตรวจภาพรังสีและการตรวจเลือดอาจไม่ช่วยในการวินิจฉัยโรค แต่อาจใช้เพื่อวินิจฉัยแยกโรคในบางรายเท่านั้น ในระยะแรกเริ่มอาจวินิจฉัยยากจำเป็นต้องวินิจฉัยแยกโรคก่อนเสมอ ผู้ที่สงสัยว่าจะป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยจากอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านประสาทวิทยา หรือที่เรียกว่าประสาทแพทย์

แนวทางการรักษา
หลักการรักษาที่สำคัญ คือเพิ่มระดับของสารโดปามีนในสมอง โดยเลือกใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่างกัน หรือรักษาโดยการกระตุ้นเซลล์สมองให้สร้างโดปามีนมากขึ้น เป้าหมายสำคัญของการรักษา เพื่อบรรเทาอาการต่างๆของโรค และป้องกันโรคแทรกซ้อน
การรักษาด้วยยา - ยาที่ใช้บ่อยๆ ได้แก่ เลโวโดป้า, ยาในกลุ่ม dopamine agonists, ยาที่ออกฤทธิ์ต้านเอ็นไซม์ MAO-B และยาออกฤทธิ์ต้านเอ็นซัยม์ COMT ตัวอย่างชื่อทางการค้าของยา ได้แก่ Sinemet, Parlodel, Comtan, Eldepryl, Symmetrel
การผ่าตัด - ในระยะที่ใช้ยาไม่ได้ผล ในอดีตการผ่าตัดจะทำลายสมองบางส่วน ปัจจุบันนิยมรักษาโดยการฝังเครื่อง
กระตุ้นไฟฟ้าในสมอง เรียกว่า Deep Brain Stimulation (DBS) วิธีการนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยในระยะท้ายๆ ที่รักษาด้วยยาไม่ได้ผลอีกต่อไป โดยก่อนรักษาผู้ป่วยมีอาการแขนขาสั่นมากจนควบคุมไม่ได้ ร่างกายแข็งเกร็ง เคลื่อนไหวลำบาก หลังรับการรักษาจะมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน จนสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ

ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด หรือสเต็มเซลล์ – โดยใช้เซลล์ต้นกำเนิดจากทารก จากการศึกษาวิจัยหลายสถาบัน รวบรวมผู้ป่วยประมาณหนึ่งพันราย พบว่าผลการรักษายังไม่ดีนัก อาการของโรคดีขึ้นมากในผู้ป่วยกลุ่มที่มีอายุไม่มากหรือต่ำกว่า 60 ปี ที่สำคัญมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่เมื่อหยุดยาแล้วมีอาการสั่น ระยะหลังได้นำเซลล์เยื่อบุจอตาชนิดมีรงควัตถุ เป็นเซลล์ที่ทำการปลูกถ่ายพบว่าได้ผลดี แต่จำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้ยังน้อยอยู่

การรักษา ด้วยสารกระตุ้นเซลล์ - ที่มีชื่อเรียกว่า GDNF ได้ผลดีในสัตว์ทดลอง และกำลังอยู่ระหว่างการวิจัยเฟสที่ 3 ในมนุษย์ หลักการคือสารดังกล่าว เมื่อเข้าไปในสมอง จะกระตุ้นเซลล์สร้างสารโดปามีน ทำให้อาการของโรคพาร์กินสันดีขึ้นมาก
การรักษาด้วยวิธียีนบำบัด - กำลังอยู่ในขั้นทดลองวิจัย ผลการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าได้ผลดีพอสมควร

คำแนะนำในการดูแลผู้ป่วย
- ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันจำเป็นต้องมีผู้ดูแลใกล้ชิด
- ป้องกันการหกล้มโดยเลือกรองเท้าที่มีพื้นรองเท้าเป็นยาง ทางเดินในบ้านไม่ควรมีของเล่นหรือสิ่งของ หรือเปื้อนน้ำ ควรติดราวไว้ในห้องน้ำ ทางเดิน บันได
- ผู้ป่วยมีปัญหาเรื่องการทรงตัวและการเดิน แนะนำให้ก้าวยาวๆ ยกเท้าสูง และแกว่งแขนเมื่อรู้สึกว่าเดินเท้าลาก ให้เดินช้าลงแล้วสำรวจท่ายืนของตัวเอง ท่ายืนที่ถูกต้องต้องยืนตัวตรง ศีรษะไหล่และสะโพกอยู่ในแนวเดียวกัน เท้าห่างกัน 8-10 นิ้ว
- ช่วยให้ผู้ป่วยได้ออกกำลังกาย หรือบริหารร่างกายตามสมควรและสม่ำเสมอ จะช่วยให้อาการต่างๆดีขึ้น และช่วยให้ผู้ป่วยไม่เกิดอาการซึมเศร้าตามมาอีกด้วย
- ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันอาจท้องผูกได้ง่าย เนื่องจากการทำหน้าที่ของระบบประสาทอัตโนมัติบกพร่อง ทำให้การบีบตัวของลำไส้ผิดปกติ เกิดอาการท้องผูก 3-4 วันถึงจะถ่ายอุจจาระครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ผู้ป่วยที่ใช้ยา Artane และ Cogentin ก็เป็นสาเหตุให้ท้องผูกได้

ในอดีตโรคนี้รักษาไม่ได้ และทำให้มีอาการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ผู้ป่วยต้องนอนอยู่กับเตียงตลอดจนในที่สุดก็จะเสียชีวิตเพราะโรคแทรกซ้อน ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้สามารถรักษาจนทำให้ผู้ป่วยสามารถ ดำรงชีวิตได้เช่นเดียวกับคนปกติทั่วไปได้ ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ที่ป่วยเป็นโรคพาร์กินสันดีขึ้นมาก

ข้อมูลจากโรงพยาบาลเวชธานี

โรคอ้วนลงพุง โรคอ้วน

อ้วนลงพุง ไม่ใช่แค่ความอ้วนธรรมดา แต่เป็นภาวะอ้วนที่มีไขมันสะสมบริเวณช่วงเอวหรือช่องท้องปริมาณมากๆ และก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายหลายระบบ ในทางการแพทย์เรียกโรคนี้ว่า Metabolic syndrome ถือเป็นกลุ่มความผิดปกติที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ด้วย ดังนั้นภาวะอ้วนลงพุงจึงนับว่าเป็นโรคที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย ได้

ไขมันที่พุงอันตรายกว่าไขมันส่วนอื่นของร่างกายอย่างนั้นหรือ?

โดยทั่วไปไม่ว่าจะเป็นไขมันตรงส่วนใด หากมีมากเกินไปก็ถือว่าไม่ดีทั้งนั้น แต่ไขมันที่สะสมในช่องท้องหรือบริเวณพุงจะสลายตัวเป็นกรดไขมันอิสระ ส่งผลให้ในกระแสเลือดมีกรดไขมันอิสระเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดผลเสียต่อระบบต่างๆ ภายในร่างกาย โดยกรดไขมันชนิดนี้จะไปยับยั้งกระบวนการเผาผลาญของกลูโคสที่กล้ามเนื้อ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ความดันโลหิตสูง และอาจส่งผลให้หลอดเลือดแดงแข็งตีบและอุดตันได้

พบว่าในคนอ้วนลงพุงจะมีระดับฮอร์โมน Adiponectin ในกระแสเลือดลดลง ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่พบในเซลล์ไขมันเท่านั้น ระดับ Adiponectin ในเลือดที่ต่ำจะสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน และเป็นตัวทำนายการเกิดโรคเบาหวานและโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อีกด้วย

นอกจากนี้ เชื่อว่าความอ้วนและภาวะดื้อต่ออินซูลิน ยังเป็นสาเหตุสำคัญของการสะสมไขมันในเนื้อตับ เพราะกรดไขมันอิสระที่ออกมาจากไขมันบริเวณพุงจะเข้าสู่ตับโดยตรงได้มากกว่า ไขมันบริเวณสะโพก ซึ่งกรดไขมันที่สะสมภายในตับหากเกิดในช่วงที่ร่างกายมีอนุมูลอิสระมากจนเกิน ที่สารต้านอนุมูลอิสระสามารถรับมือไหว จะส่งผลให้เกิดการอักเสบของตับตามมาอีกด้วย ดังนั้นคนที่อ้วนลงพุงจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และโรคตับมากกว่าคนที่มีไขมันสะสมที่สะโพก

คุณ! พุงโตเกินไปหรือไม่?
รอบเอวเป็นตัวบ่งชี้ภาวะอ้วนที่ง่ายและชัดเจนโดยไม่ต้องใช้การคำนวณ สำหรับคนเอเชียในปัจจุบันการวินิจฉัยว่าใครจัดอยู่ในกลุ่มโรคอ้วนลงพุงบ้าง จะใช้เกณฑ์ดังนี้

เส้นรอบเอวของผู้ชายตั้งแต่ 36 นิ้วขึ้นไป และสำหรับผู้หญิงตั้งแต่ 32 นิ้วขึ้นไป
มีระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดมากกว่า 150 มก./ดล.
มีระดับ HDL คอเลสเตอรอล น้อยกว่า 40 มก./ดล.ในผู้ชาย หรือน้อยกว่า 50 มก./ดล.ในผู้หญิง
ความดันโลหิตมากกว่า 130/85 มม.ปรอท หรือรับประทานยาลดความดันโลหิตอยู่
ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารมากกว่า 100 มก./ดล.

พบ ว่าผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเพียง 3 ข้อจากเกณฑ์ข้างต้น จะมีอัตราการเกิดโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 2 เท่า และผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง 4 ข้อจะมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มเป็น 3 เท่า และเกิดโรคเบาหวานเพิ่มถึง 24 เท่า

นอกจากนี้ยังพบว่ามีปัจจัยเสี่ยงสำคัญอื่นๆ อีกที่ส่งผลให้เกิด Metabolic syndrome อาทิ ยิ่งอายุมากก็มีโอกาสเป็นสูงขึ้น พบว่าคนผิวดำจะมีโอกาสพบโรคมากกว่า คนอ้วนมีความเสี่ยงมากกว่าคนผอม ผู้ที่มีประวัติในครอบครัวเป็นโรคเบาหวานจะมีโอกาสเป็นโรคนี้สูง นอกจากนั้นยังมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคอื่นๆ ได้ง่าย เช่น ความดันโลหิต เป็นต้น

ลดพุง...ลดโรค
การรักษา Metabolic syndrome หรือโรคอ้วนลงพุงนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตเป็นอันดับแรก เช่น การลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย ควบคุมอาหารที่รับประทาน บริโภคผักและผลไม้ให้มากขึ้น ลดการดื่มสุรา ตรวจสุขภาพเป็นประจำ เมื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว ยังไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาล ไขมัน หรือความดันโลหิตได้ อาจจำเป็นต้องมีการใช้ยาในการควบคุมร่วมด้วย เป้าหมายในการใช้ยาก็เพื่อลดระดับไขมัน Triglyceride เพิ่มระดับไขมัน HDL(ทำหน้าที่เก็บกวาดคอเลสเตอรอลจากหลอดเลือดไปขจัดที่ตับ นับว่าเป็นไขมันชนิดดี) และลดระดับไขมัน LDL(ทำหน้าที่นำคอเลสเตอรอลออกจากตับไปสะสมตามผนังหลอดเลือด ถือว่าเป็นไขมันชนิดไม่ดี) ซึ่งเหล่านี้เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคเบาหวาน

พูดง่ายๆ ก็คือ ยิ่งพุงโตมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสะสมโรคมากขึ้นนั่นเอง รู้อย่างนี้แล้ว หันมาออกกำลังกายวันละนิด ค่อยๆ ปรับพฤติกรรมทีละน้อย ทำบ่อยๆ จนกลายเป็นนิสัย นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคดังกล่าวแล้ว ยังเป็นเหมือนเกราะป้องกันโรคภัยต่างๆ ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นอีกด้วย...

ข้อมูลโดย ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลเวชธานี

ความดันโลหิตสูง เพชฌฆาตเงียบ!

คมชัดลึก :สถานการณ์โรคความดันโลหิตสูงในบ้านเรา กำลังเป็นประเด็นปลุกให้หลายฝ่ายหันมาใส่ใจ ด้วยตัวเลขในแต่ละปีจะมีผู้ป่วยด้วยโรคดังกล่าวต้องเสียชีวิตสูงถึงกว่า 4 หมื่นราย สถานการณ์ข้างต้นฉุดให้ สมาพันธ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้นำเข้าเครื่องวัดความดันระบบอัตโนมัติ "ไมโครไลฟ์" หารือ ไมโครไลฟ์ เอ จี ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เปิดตัวโครงการ “เช็กไลฟ์ วิธ ไมโครไลฟ์” (CHECK LIFE with microlife) บริการตรวจวัดความดันฟรีทั่วประเทศ พร้อมเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์คนดัง "นิรุตติ์ ศิริจรรยา" รณรงค์คนไทยเช็กความดันโลหิตด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ พร้อมเชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะความดันโลหิตสูง

จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขประมาณการณ์ว่ามีผู้มีภาวะความดันโลหิตสูงราว 10 ล้านคน ร้อยละ 70 ของคนกลุ่มนี้ไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะดังกล่าว ทำให้ไม่ได้รับการรักษาหรือการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องเหมาะสม นำไปสู่การเกิดโรคแทรกซ้อนมากมาย อาทิ อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งอาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ด้วย

นพ.ธวัชชัย ภาสุรกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเบาหวาน ไทยรอยด์และต่อมไร้ท่อ ให้ข้อมูลว่า ความดันโลหิตสูง พบมากในกลุ่มคนอายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคนี้ มาจากกรรมพันธุ์ ภาวะอ้วน การรับประทานอาหารรสเค็ม และอายุที่มากขึ้น

โดยมีวิธีป้องกันการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงได้ โดยการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด และมีการตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ สำหรับการรักษาผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงจะมี 2 ทางเลือก คือ การใช้ยา และไม่ใช้ยาในผู้ป่วย ซึ่งในรายที่เริ่มรู้ตัวว่าเป็น แพทย์จะสามารถรักษาได้โดยป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อน แต่สำหรับผู้ที่มีโรคแทรกซ้อนร่วมด้วย แพทย์จะต้องให้ยาและพยายามควบคุมระดับความดันให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปกติ

ด้าน ชินการ สมะลาภา บอสใหญ่ สมาพันธ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า โครงการ เช็กไลฟ์ วิธ ไมโครไลฟ์ นอกจากให้บริการตรวจวัดความดันฟรีแล้วยังแนะนำวิธีง่ายๆ ในการตรวจเช็กสุขภาพด้วยการวัดความดันด้วยตัวเองที่บ้าน เป็นการกระตุ้นให้คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพของตนให้ห่างไกลจากโรคที่มาพร้อมกับ ภาวะความดันโลหิตสูง โครงการ เช็กไลฟ์ วิธ ไมโครไลฟ์ จะมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2552 ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้ารับบริการฟรีได้ที่จุดบริการของร้านขายยาชั้นนำ 300 แห่งทั่วประเทศ ที่มีสัญลักษณ์โครงการ “CHECK LIFE with microlife” สอบถามเพิ่มเติม โทร.0-2948-4888 หรือwww.samaphan.com

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก : คมชัดลึก