ซีฟู้ดอาหารมากคุณค่า
อาหารทะเลหรือที่นิยมเรียกกันติดปากว่า "ซีฟู้ด" ที่รวมเอาของอร่อยจากท้องทะเลหลากชนิด ไม่ว่าจะเป็นกุ้ง หอย ปู ปลา และปลาหมึก ซึ่งหลายคนหลงใหลติดใจในรสชาติกันอย่างถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว อ๊ะ อ๊ะ...อย่าเพิ่งดูถูกคิดว่า ซีฟู้ดมีความอร่อยเป็นอาวุธเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าจะว่าไปแล้วคุณค่าและประโยชน์ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในตัวนี่ต่างหากที่เป็นไม้เด็ดทำเอาใครต่อใครติดใจหลงรักเข้าเต็มเปา
อาหารทะเลนอกจากจะเป็นโปรตีนชั้นดีแล้ว ยังมีความพิเศษตรงที่มีแร่ธาตุสำคัญอย่าง ไอโอดีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก รวมถึงวิตามินบี 1 ,บี 2 และบี 6 อีกด้วย
เนื้อปลา
เป็นพระเอกในหมู่อาหารทะเลทั้งมวล เนื่องจากเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย ไขมันต่ำ ไร้คาร์โบโฮเดรต แถมมากวิตามินและแร่ธาตุ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อปลานุ่ม ๆ หรือปลาเล็กปลาน้อยกรุบกรอบ ล้วนเหมาะกับคนทุกเพศวัย เลือกอร่อยกันได้อย่างสบายใจเลยล่ะค่ะ
กุ้ง
กุ้งสด กินแล้วให้โปรตีน แร่ธาตุ และคาร์โบไฮเดรต บำรุงร่างกายสดชื่นให้แข็งแรง แต่ถ้าเป็นกุ้งฝอยหรือกุ้งแห้งที่กินได้ทั้งตัวพร้อมเปลือก จะยิ่งอุดมไปด้วยแคลเซียมที่ช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแกร่ง เหมาะกับว่าที่คุณแม่ รวมถึงสาวน้อยสาวใหญ่ที่กลัวโรคกระดูกพรุนถามหาเป็นอันมาก
ปลาหมึก
เป็นแหล่งโปรตีนมีแร่ธาตุไม่น้อยเช่นกัน แต่ด้วยความที่เนื้อขาวๆ ของปลาหมึกมีคาร์โบไฮเดรตและคอเลสเตอรอลอยู่ กินบ่อยๆ คงไม่ไหว แค่อาทิตย์ละ 1-2 ครั้งพอให้หายคิดถึง น่าจะกำลังดีจ้ะ
ปู-หอย
ในเนื้อปูเนื้อหอยมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก รวมไปถึงวิตามินที่มีประโยชน์ ทว่าคาร์โบโฮเดรตที่มีอยู่ร้อยละ 2 ในตัวอาจเป็นอุปสรรคทำให้ตามใจปากกินมากๆ ไม่ได้ เผลอใจกินเข้าไปเยอะน้ำหนักขึ้นอ้วนได้ง่ายๆ เลยเชียวนะ
สิ่งสำคัญที่จะลืมไม่ได้เมื่อกินอาหารทะเล คือ ความสดและความสะอาด ยิ่งสดยิ่งอร่อย ยิ่งสะอาดยิ่งปลอดภัย อย่าลืมซิคะว่าอาหารทะเลมักจะมีแบคทีเรียปนเปื้อนมากับผิว เปลือก หรือกระดองได้ เพื่อความมั่นใจไม่อยากเสี่ยงกับอาการท้องร่วง คลื่นไส้อาเจียน มีไข้ต่ำๆ เพราะอาหารทะเลทำพิษแล้วละก็ ต้องล้างผิว แปรงเปลือกหรือกระดอง ให้สะอาดก่อนเพื่อขจัดแบคทีเรียที่มีอยู่ไปส่วนหนึ่ง
ส่วนกุ้งถ้าจะเก็บให้เด็ดหัวทิ้งก่อนแช่แข็งจะช่วยลดแบคทีเรียไปได้ถึงเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว คราวนี้คุณก็จะอร่อยกับซีฟู้ดจานโปรดได้อย่างปลอดภัยแล้วล่ะคะ
ไอโอดีน...สำคัญใช่ย่อย
ในอาหารทะเลมีไอโอดีนอยู่ถึง 54 ไมโครกรัมต่ออาหารที่กินได้ 100 กรัม ซีฟู้ดจึงเป็นแหล่งไอโอดีนที่สำคัญของทุกๆ คน แม้ว่าปริมาณแร่ธาตุที่ชื่อว่าไอโอดีนที่ร่างกายต้องการจะน้อยมาก แต่ถ้าเกิดขาดได้ไม่เพียงพอขึ้นมา ก็จะทำให้เกิดปัญหากับสุขภาพได้อย่างมากเลยทีเดียว ไม่ว่าจะทำให้เกิดโรคคอพอก สมองทำงานไม่ปกติ มีพัฒนาการและเรียนรู้ช้า หรือที่เรียกว่า "โรคเอ๋อ" และถ้าขณะอุ้มท้องอยู่แม่ได้รับไอโอดีนน้อยเกินไป ลูกในท้องก็ไม่ค่อยเติบโตและเสี่ยงกับการพิการ หูหนวก เป็นใบ้ ปัญญาทึบได้อีกด้วย
ฉะนั้นเพื่อสุขภาพที่ดีเราจึงควรทานอาหารทะเลอย่างน้อยอาทิตย์ 2-3 ครั้ง และใช้เกลือไอโอดีนในการปรุงอาหารเป็นประจำค่ะ
วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
นอนมากเกิน-น้อยเกิน เสี่ยงเบาหวาน
คนที่นอนมากเกินไปหรือนอนน้อยเกินไป มีโอกาสเพิ่มขึ้นที่จะเป็นโรคเบาหวาน
ผลวิจัยพบว่า คนที่ไม่ได้นอนคืนละ 7-8 ชั่วโมงมีแนวโน้มสูงขึ้น 2 เท่าครึ่งที่จะมีน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ ซึ่งโยงกับโรคเบาหวาน
นักวิจัยซึ่งศึกษาพฤติกรรมของอาสาสมัคร 276 คนเป็นเวลา 6 ปี บอกว่ายังไม่รู้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Sleep Medicine แนะนำว่า การนอนหลับวันละ 7-8 ชั่วโมงต่อคืนนับเป็นจำนวนที่เหมาะสมสำหรับผู้ใหญ่ในการป้องกันโรคต่างๆ และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
นักวิทยาศาสตร์บอกว่า ไม่ทราบสาเหตุของเรื่องนี้ แต่ผลการศึกษาก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างแบบแผนการนอนกับ โรคอ้วน โรคหัวใจร่วมหลอดเลือด และอัตราการเสียชีวิต
โรคอ้วนมีส่วนเชื่อมโยงกับเบาหวาน แต่โอกาสเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อเบาหวานอันเนื่องจากนิสัยในการนอนนั้นก็ยังคง มีอยู่แม้ว่าได้ตัดปัจจัยเรื่องโรคอ้วนออกไปแล้ว
งานวิจัยก่อนหน้านี้ชี้ว่า การอดนอนอาจรบกวนการผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมความอยากอาหารที่มีแคลอรีสูง ความหิว และการใช้พลังงาน
นักวิจัยแองเจโล เทรมเลย์ บอกว่า งานชิ้นนี้เป็นการศึกษาต่อเนื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างช่วงเวลาการ นอนกับความเสี่ยงต่อเบาหวาน ความเสี่ยงนี้ยังคงมีนัยสำคัญแม้ว่าได้นำปัจจัยเรื่องดัชนีมวลกายกับเส้นรอบ เอวมาร่วมพิจารณาด้วยแล้ว "คำแนะนำก็คือ เราควรนอนให้เต็มตื่น แต่สำหรับบางคนเรื่องนี้ก็พูดง่ายแต่ทำยาก"
งานสำรวจหลายชิ้นพบว่า ผู้คนกำลังใช้เวลากับการนอนหลับน้อยลง ชาวอังกฤษวัยผู้ใหญ่ราว 1 ใน 3 มักนอนคืนละ 5 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้น ระยะเวลาการนอนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 7 ชั่วโมง
วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ระวัง! โรคร้ายหน้าฝน
แต่ละฤดูกาลมักมีโรคประจำฤดูให้เราต้องระมัดระวังอยู่เสมอ ยิ่งยามนี้ฤดูกาลเกิดปรวนแปรอันมีสาเหตุจากภาวะโลกร้อน โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็พัฒนาสายพันธุ์ตาม ก่อเกิดโรคใหม่ๆ ขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งแน่นอนว่า อาจจะยากต่อการรับมือและการดูแลตัวเองอยู่บ้าง เราจึงจำเป็นต้องหาทางป้องกันเอาไว้ก่อน
1.โรคไข้สมองอักเสบ
เกิดจากการอักเสบของเนื้อสมองทั่วๆ ไปหรือเฉพาะบางส่วนจากเชื้อไวรัส เนื่องจากสมองอยู่ติดกับเยื่อหุ้มสมองจึงอาจพบการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองร่วมกับการอักเสบของสมองด้วยได้ เมื่อเป็นแล้วมีอัตราการตายสูง หากรอดชีวิตมักมีความพิการหรือผิดปกติทางสมองตามมา สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งจะแตกต่างไปตามภูมิภาคต่างๆ ของโลก สภาวะอากาศฤดูกาล โอกาสในการสัมผัสกับสัตว์นำโรค และภูมิต้านทานของผู้ป่วย
อาการ
มี 2 ลักษณะ คือติดเชื้อเฉียบพลัน มีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร กลัวแสง คอแข็ง ชัก พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงภายในเวลา 1 สัปดาห์ กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มที่เป็นเรื้อรังอาการแสดงจะค่อยเป็นค่อยไป อาจมีไข้หรือไม่ก็ได้ โรคไข้สมองอักเสบยังไม่มียาเฉพาะรักษา เป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ
2.โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน
7.ไข้เลือดออก
1.โรคไข้สมองอักเสบ
เกิดจากการอักเสบของเนื้อสมองทั่วๆ ไปหรือเฉพาะบางส่วนจากเชื้อไวรัส เนื่องจากสมองอยู่ติดกับเยื่อหุ้มสมองจึงอาจพบการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองร่วมกับการอักเสบของสมองด้วยได้ เมื่อเป็นแล้วมีอัตราการตายสูง หากรอดชีวิตมักมีความพิการหรือผิดปกติทางสมองตามมา สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งจะแตกต่างไปตามภูมิภาคต่างๆ ของโลก สภาวะอากาศฤดูกาล โอกาสในการสัมผัสกับสัตว์นำโรค และภูมิต้านทานของผู้ป่วย
อาการ
มี 2 ลักษณะ คือติดเชื้อเฉียบพลัน มีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร กลัวแสง คอแข็ง ชัก พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงภายในเวลา 1 สัปดาห์ กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มที่เป็นเรื้อรังอาการแสดงจะค่อยเป็นค่อยไป อาจมีไข้หรือไม่ก็ได้ โรคไข้สมองอักเสบยังไม่มียาเฉพาะรักษา เป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ
การป้องกัน
1.หลีกเลี่ยงไม่ให้ยุงกัด ยุงนี้จะกัดเวลาพลบค่ำ
2.ไม่ควรเลี้ยงหมูในบริเวณใกล้บ้านที่อยู่อาศัย
3.ป้องกันโดยการฉีดวัคซีน 2 ครั้ง ห่างกัน 1 เดือน แล้วฉีดเพิ่มอีก 1 ครั้งหลังจากฉีดเข็มที่ 2 ได้ 1 ปี ควรจะเริ่มให้วัคซีนนี้เมื่ออายุ 1 ปีครึ่ง
2.ไม่ควรเลี้ยงหมูในบริเวณใกล้บ้านที่อยู่อาศัย
3.ป้องกันโดยการฉีดวัคซีน 2 ครั้ง ห่างกัน 1 เดือน แล้วฉีดเพิ่มอีก 1 ครั้งหลังจากฉีดเข็มที่ 2 ได้ 1 ปี ควรจะเริ่มให้วัคซีนนี้เมื่ออายุ 1 ปีครึ่ง
2.โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน
คือ การที่ร่างกายมีภาวะการถ่ายอุจจาระเหลวจำนวน 3 ครั้ง ต่อวัน หรือมากกว่า หรือถ่ายเป็นน้ำมากกว่า 1 ครั้ง ใน1 วัน หรือถ่ายเป็นมูกหรือปนเลือดอย่างน้อย 1 ครั้งสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อในลำไส้จากเชื้อแบคทีเรียไวรัส โปรโตซัว ปรสิต และหนอนพยาธิ
อาการ
ในทารกและเด็กเล็กๆ ที่เกิดจากเชื้อไวรัส อาจมีไข้ต่ำๆ เป็นหวัด ต่อมามีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และถ่ายอุจจาระเหลวตามมา โดยทั่วไปผู้ป่วยจะมีอาการอยู่นาน 1-6 วัน สามารถป้องกันได้โดยการดูแลสุขอนามัยในการรับประทานอาหาร การเก็บอาหารและการปรุงอาหาร รวมทั้งล้างมือหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง
ในทารกและเด็กเล็กๆ ที่เกิดจากเชื้อไวรัส อาจมีไข้ต่ำๆ เป็นหวัด ต่อมามีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และถ่ายอุจจาระเหลวตามมา โดยทั่วไปผู้ป่วยจะมีอาการอยู่นาน 1-6 วัน สามารถป้องกันได้โดยการดูแลสุขอนามัยในการรับประทานอาหาร การเก็บอาหารและการปรุงอาหาร รวมทั้งล้างมือหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง
การรักษา
1.ให้สารน้ำละลายเกลือแร่โอ อาร์ เอส หรือของเหลวมากกว่าปกติ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ
2.ให้อาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก หรือน้ำข้าว หรือแกงจืด ไม่งดอาหารเพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร
3.เมื่ออาการโรคอุจจาระร่วงไม่ดีขึ้น ถ่ายเป็นน้ำมากขึ้นอาเจียนบ่อย กินอาหารไม่ได้ กระหายน้ำ กว่าปกติ มีไข้สูง ถ่ายอุจจาระเป็นมูกหรือปนเลือด ก็ควรไปพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือแพทย์
3.โรคเยื่อบุตาอักเสบ
1.ให้สารน้ำละลายเกลือแร่โอ อาร์ เอส หรือของเหลวมากกว่าปกติ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ
2.ให้อาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก หรือน้ำข้าว หรือแกงจืด ไม่งดอาหารเพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร
3.เมื่ออาการโรคอุจจาระร่วงไม่ดีขึ้น ถ่ายเป็นน้ำมากขึ้นอาเจียนบ่อย กินอาหารไม่ได้ กระหายน้ำ กว่าปกติ มีไข้สูง ถ่ายอุจจาระเป็นมูกหรือปนเลือด ก็ควรไปพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือแพทย์
3.โรคเยื่อบุตาอักเสบ
เยื่อบุตาอักเสบ อาจเกิดจากภูมิแพ้หรือเกิดจากการติดเชื้อโรคก็ได้ อาการทางภูมิแพ้มักจะเกิดที่ตาเนื่องจากตาเป็นอวัยวะที่มีเลือดไปเลี้ยงมาก เส้นเลือดเหล่านี้ตอบสนองต่อสารภูมิแพ้ได้ง่าย และที่สำคัญตาสัมผัสกับสิ่งแวดล้อม ภายนอก เช่น เกสรดอกไม้ รังแคสัตว์ ยา ควันบุหรี่ สารภูมิแพ้เหล่านั้นจะละลายในน้ำตา และกลับสู่เยื่อบุตาซึ่งจะสร้างสารต่อต้านสารภูมิแพ้ที่เรียกว่า Antibody IGE เมื่อภูมิจับกับ Antibody จะเกิดการหลั่งสารหลายอย่างทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ขึ้น ตาจะมีอาการเคืองแดงและมีน้ำตาไหล
การดูแลตัวเอง
เมื่อเกิดอาการเคืองตาและสงสัยว่าเกิดจากการภูมิแพ้ ควรจะหลีกเลี่ยงจากสิ่งก่อภูมิแพ้ทันที อาจจะซื้อน้ำตาเทียมซึ่งจะทำให้ลดอาการบวมและชะล้างสารก่อภูมิแพ้ ใช้ผ้าเย็นปิดตาเพื่อลดอาการบวม อาจจะซื้อยาแก้แพ้รับประทาน หากดูแลตัวเองแล้วยังไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์ ซึ่งจะให้ยาหยอดตาแก้แพ้
เมื่อเกิดอาการเคืองตาและสงสัยว่าเกิดจากการภูมิแพ้ ควรจะหลีกเลี่ยงจากสิ่งก่อภูมิแพ้ทันที อาจจะซื้อน้ำตาเทียมซึ่งจะทำให้ลดอาการบวมและชะล้างสารก่อภูมิแพ้ ใช้ผ้าเย็นปิดตาเพื่อลดอาการบวม อาจจะซื้อยาแก้แพ้รับประทาน หากดูแลตัวเองแล้วยังไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์ ซึ่งจะให้ยาหยอดตาแก้แพ้
การใช้ยาเพื่อรักษา
ใช้ยาแก้แพ้ antihistamine ซึ่งใช้ได้ทั้งชนิดยาหยอดตาและยารับประทาน ยาหยอดตาเพื่อให้หลอดเลือดหดตัวเพื่อลดอาการบวมของเยื่อบุตา และยาหยอดตา steroid
4.โรคไข้ฉี่หนู (Leptospirosis)
เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียที่มีรูปร่างเป็นเกลียวมีชื่อว่า Leptospirosis จึงเรียกชื่อโรคนี้ว่า เลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) เชื้อนี้ทำให้เกิดโรคในคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น สุนัข แมว สุกร โค กระบือ ม้า แพะ แกะ ฯลฯ และที่สำคัญคือหนู แต่สัตว์ต่างๆ อาจไม่แสดงอาการป่วย
ใช้ยาแก้แพ้ antihistamine ซึ่งใช้ได้ทั้งชนิดยาหยอดตาและยารับประทาน ยาหยอดตาเพื่อให้หลอดเลือดหดตัวเพื่อลดอาการบวมของเยื่อบุตา และยาหยอดตา steroid
4.โรคไข้ฉี่หนู (Leptospirosis)
เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียที่มีรูปร่างเป็นเกลียวมีชื่อว่า Leptospirosis จึงเรียกชื่อโรคนี้ว่า เลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) เชื้อนี้ทำให้เกิดโรคในคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น สุนัข แมว สุกร โค กระบือ ม้า แพะ แกะ ฯลฯ และที่สำคัญคือหนู แต่สัตว์ต่างๆ อาจไม่แสดงอาการป่วย
การติดต่อ
ติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยสัตว์ที่เป็นโรคนี้จะขับถ่ายเชื้อโรคออกมากับปัสสาวะ เชื้อจะอาศัยอยู่ในดินที่ชื้นแฉะหรือมีน้ำขัง และเข้าสู่คนทางผิวหนังอ่อน เช่น ซอกนิ้วมือและเท้า บาดแผลหรือเยื่อเมือก ดังนั้นมักจะพบโรคนี้ในคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสัตว์ เช่น สัตวบาล เกษตรกร และผู้มีอาชีพสัมผัสกับน้ำหรือคนที่ย่ำน้ำในที่น้ำท่วมขังนานๆ
ติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยสัตว์ที่เป็นโรคนี้จะขับถ่ายเชื้อโรคออกมากับปัสสาวะ เชื้อจะอาศัยอยู่ในดินที่ชื้นแฉะหรือมีน้ำขัง และเข้าสู่คนทางผิวหนังอ่อน เช่น ซอกนิ้วมือและเท้า บาดแผลหรือเยื่อเมือก ดังนั้นมักจะพบโรคนี้ในคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสัตว์ เช่น สัตวบาล เกษตรกร และผู้มีอาชีพสัมผัสกับน้ำหรือคนที่ย่ำน้ำในที่น้ำท่วมขังนานๆ
อาการ
คนที่ได้รับเชื้ออาจมีหรือไม่มีอาการ ในผู้ที่มีอาการมักแสดงหลังจากได้รับเชื้อ 2-3 วัน จนถึง 2-3 สัปดาห์ อาการที่สำคัญ คือ มีไข้ ปวดศีรษะ ตาแดง ปวดกล้ามเนื้อโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่น่อง ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการแทรกซ้อน คือ ตัวเหลือง ตาเหลือง ไตวาย หรืออาการทางสมองและระบบประสาท และอาจถึงตายได้ (อัตราการตายอาจสูง ถึงร้อยละ 10 –40)
คนที่ได้รับเชื้ออาจมีหรือไม่มีอาการ ในผู้ที่มีอาการมักแสดงหลังจากได้รับเชื้อ 2-3 วัน จนถึง 2-3 สัปดาห์ อาการที่สำคัญ คือ มีไข้ ปวดศีรษะ ตาแดง ปวดกล้ามเนื้อโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่น่อง ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการแทรกซ้อน คือ ตัวเหลือง ตาเหลือง ไตวาย หรืออาการทางสมองและระบบประสาท และอาจถึงตายได้ (อัตราการตายอาจสูง ถึงร้อยละ 10 –40)
การรักษา
โรคนี้หากรักษาตั้งแต่ระยะแรกๆ โดยใช้ยาปฏิชีวนะเฉพาะโรคได้ผลดีกว่าปล่อยให้มีอาการรุนแรงแล้วจึงรักษา เนื่องจากอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ แต่ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมาใช้เอง เพราะอาจเป็นอันตรายจากการแพ้ยา หรือใช้ยาที่ไม่ถูกต้องได้ ดังนั้นควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกต้อง
โรคนี้หากรักษาตั้งแต่ระยะแรกๆ โดยใช้ยาปฏิชีวนะเฉพาะโรคได้ผลดีกว่าปล่อยให้มีอาการรุนแรงแล้วจึงรักษา เนื่องจากอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ แต่ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมาใช้เอง เพราะอาจเป็นอันตรายจากการแพ้ยา หรือใช้ยาที่ไม่ถูกต้องได้ ดังนั้นควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกต้อง
การป้องกัน
ไม่เดินย่ำหรือแช่น้ำอยู่ในที่ท่วมขัง ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ให้ป้องกันการสัมผัสน้ำโดยใช้ รองเท้าบู้ทยาง ถุงมือยาง เป็นต้น ควรฉีดวัคซีนให้สัตว์เลี้ยง เพื่อไม่ให้เป็นรังโรค กำจัดหนู และปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้สะอาด ถูกสุขลักษณะ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของหนู
5.โรคปวดศีรษะ (Headache)
5.โรคปวดศีรษะ (Headache)
ประมาณร้อยละ 90 ของผู้ใหญ่เคยปวดศีรษะมาแล้วไม่มากก็น้อย หากเป็นมากก็จะมีผลกระทบต่อการทำงาน การปวดศีรษะมีหลายชนิดชนิดที่พบบ่อยคือ
ปวดศีรษะแบบเทนชั่น (tension headache ) เกิดจากกล้ามเนื้อหนังศีรษะและกล้ามเนื้อ โดยรอบมีอาการเกร็ง การปวดนี้จะปวดอยู่รอบนอก ส่วนมากจะมีปัจจัยมาจากความเครียด กังวลเรื่องงาน และความแปรปรวนทางอารมณ์ต่างๆ
ปวดศีรษะแบบไมเกรน (migraines) จะปวดรุนแรง ปวดแบบตุ๊บๆ ของศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง คนไข้บางคนมีอาการคลื่นไส้และมีความรู้สึกไวต่อแสง ตาสู้แสงไม่ได้ ปวดแบบไมเกรนนี้จะปวดนาน ปัจจัยที่ทำให้เป็นไมเกรน คือพักผ่อนน้อย นอนดึก น้ำตาลในเลือดต่ำ รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มาก อารมณ์หงุดหงิดบ่อย หรือร่างกายอ่อนเพลียหลังจากตรากตรำทำงานมาก ปวดแบบไมเกรนมักเกิดกับผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ มักปวดในขณะที่มีประจำเดือนหรือก่อนมีประจำเดือนและมักจะมาตามพันธุกรรม
ปวดศีรษะแบบเทนชั่น (tension headache ) เกิดจากกล้ามเนื้อหนังศีรษะและกล้ามเนื้อ โดยรอบมีอาการเกร็ง การปวดนี้จะปวดอยู่รอบนอก ส่วนมากจะมีปัจจัยมาจากความเครียด กังวลเรื่องงาน และความแปรปรวนทางอารมณ์ต่างๆ
ปวดศีรษะแบบไมเกรน (migraines) จะปวดรุนแรง ปวดแบบตุ๊บๆ ของศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง คนไข้บางคนมีอาการคลื่นไส้และมีความรู้สึกไวต่อแสง ตาสู้แสงไม่ได้ ปวดแบบไมเกรนนี้จะปวดนาน ปัจจัยที่ทำให้เป็นไมเกรน คือพักผ่อนน้อย นอนดึก น้ำตาลในเลือดต่ำ รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มาก อารมณ์หงุดหงิดบ่อย หรือร่างกายอ่อนเพลียหลังจากตรากตรำทำงานมาก ปวดแบบไมเกรนมักเกิดกับผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ มักปวดในขณะที่มีประจำเดือนหรือก่อนมีประจำเดือนและมักจะมาตามพันธุกรรม
การรักษา
ยารักษาไมเกรนนอกจากจะมียาแก้ปวดทั่วไปแล้ว มักจะต้องใช้ยาพวกเออร์กอต (ergotderivatives) ร่วมด้วยจึงหายปวด หากรับประทานยาเออร์กอตภายใน 2 ชั่วโมงที่เริ่มเป็น มักจะหายปวดได้เร็ว สำหรับคนที่เป็นบ่อยจะใช้ยา flunarizine รับประทานก่อนนอนเพื่อป้องกันการปวดได้
6.โรคปอดอักเสบ
ยารักษาไมเกรนนอกจากจะมียาแก้ปวดทั่วไปแล้ว มักจะต้องใช้ยาพวกเออร์กอต (ergotderivatives) ร่วมด้วยจึงหายปวด หากรับประทานยาเออร์กอตภายใน 2 ชั่วโมงที่เริ่มเป็น มักจะหายปวดได้เร็ว สำหรับคนที่เป็นบ่อยจะใช้ยา flunarizine รับประทานก่อนนอนเพื่อป้องกันการปวดได้
6.โรคปอดอักเสบ
โรคปอดอักเสบ (นิวโมเนีย-Pneumonia) หรือ “โรคปอดบวม” เป็นโรคที่อันตรายและพบว่าที่ป่วยเป็นโรคนี้มากในช่วงฤดูฝน สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่ไม่ค่อยแข็งแรงและมีภูมิต้านทานโรคต่ำ โดยมากจะพบกับผู้ป่วยที่เคยมีอาการไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ต่อมทอมซิลอักเสบ หัด อีสุกอีใส ไอกรน ฯลฯ อยู่แล้ว แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีอันตรายเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายอื่นๆ แทรกตามมา เช่น ฝีในปอด มีหนองในช่องหุ้มปอด, ปอดแฟบ, หลอดลมพอง, เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ, เยื่อบุช่องท้องอักเสบ, ข้ออักเสบเฉียบพลัน, โลหิตเป็นพิษ ที่สำคัญคือภาวะขาดออกซิเจนและภาวะขาดน้ำ ซึ่งถ้าพบในเด็กเล็กและคนแก่ อาจจะทำให้เสียชีวิตอย่างรวดเร็ว
สาเหตุ
โรคนี้ส่วนใหญ่เกิดมาจาก การติดเชื้อ เช่น เชื้อแบคทีเรีย (ไข้หวัดใหญ่ หัด และอีสุกอีใส ) เชื้อรา และสารเคมี ฯลฯ โดยเชื้อโรคจะแพร่กระจายโดยการไอ จาม หรือหายใจรดกัน การสำลักเอาสารเคมีหรือเศษอาหารเข้าไปในปอด การแพร่กระจายของเชื้อไปตามกระแสเลือด เช่น การฉีดยา ให้น้ำเกลือ การอักเสบในอวัยวะส่วนอื่น เป็นต้น
โรคนี้ส่วนใหญ่เกิดมาจาก การติดเชื้อ เช่น เชื้อแบคทีเรีย (ไข้หวัดใหญ่ หัด และอีสุกอีใส ) เชื้อรา และสารเคมี ฯลฯ โดยเชื้อโรคจะแพร่กระจายโดยการไอ จาม หรือหายใจรดกัน การสำลักเอาสารเคมีหรือเศษอาหารเข้าไปในปอด การแพร่กระจายของเชื้อไปตามกระแสเลือด เช่น การฉีดยา ให้น้ำเกลือ การอักเสบในอวัยวะส่วนอื่น เป็นต้น
อาการ
มีไข้ขึ้นสูงประมาณ 39 – 40 องศาเซลเซียส และอาจมีอาการจับไข้ตลอดเวลา หนาวสั่นหายใจเร็วแต่ถี่ๆ(หอบ) หน้าแดง ริมฝีปากแดง ลิ้นเป็นฝ้า ในระยะแรกอาจมีอาการไอแห้งๆ ไม่มีเสมหะ แต่ต่อมาเสมหะมีสีขุ่นข้นออกเป็นสีเหลือง สีเขียวหรือมีเลือดปน ส่วนอาการที่พบในเด็กโตและผู้ใหญ่นั่น อาจมีอาการเจ็บแปล๊บในหน้าอกเวลาหายใจเข้า หรือเวลาไอแรงๆ บางครั้งอาจมีอาการปวดร้าวไปที่หัวไหล่ สีข้าง หรือท้องด้วย ในเด็กเล็กอาจมีอาการปวดท้องท้องอืด ท้องเดิน อาเจียน กระสับกระส่าย หรือชัก ถ้าเป็นมากๆ อาจมีอาการตัวเขียว ริมฝีปากเขียว ลิ้นเขียว และเล็บจะเริ่มกลายเป็นสีเขียว
มีไข้ขึ้นสูงประมาณ 39 – 40 องศาเซลเซียส และอาจมีอาการจับไข้ตลอดเวลา หนาวสั่นหายใจเร็วแต่ถี่ๆ(หอบ) หน้าแดง ริมฝีปากแดง ลิ้นเป็นฝ้า ในระยะแรกอาจมีอาการไอแห้งๆ ไม่มีเสมหะ แต่ต่อมาเสมหะมีสีขุ่นข้นออกเป็นสีเหลือง สีเขียวหรือมีเลือดปน ส่วนอาการที่พบในเด็กโตและผู้ใหญ่นั่น อาจมีอาการเจ็บแปล๊บในหน้าอกเวลาหายใจเข้า หรือเวลาไอแรงๆ บางครั้งอาจมีอาการปวดร้าวไปที่หัวไหล่ สีข้าง หรือท้องด้วย ในเด็กเล็กอาจมีอาการปวดท้องท้องอืด ท้องเดิน อาเจียน กระสับกระส่าย หรือชัก ถ้าเป็นมากๆ อาจมีอาการตัวเขียว ริมฝีปากเขียว ลิ้นเขียว และเล็บจะเริ่มกลายเป็นสีเขียว
การรักษา
1.สำหรับผู้ป่วยที่เริ่มเป็น ยังไม่มีอาการหอบให้ดื่มน้ำมากๆ ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเวลามีไข้สูง ให้ยาลดไข้และยาปฏิชีวนะ ถ้าอาการดีขึ้นใน 3 วัน ควรให้ยาปฏิชีวนะต่อไปอีก 1 สัปดาห์ แต่ถ้าไม่ดีขึ้นหรือกลับมีอาการหอบควรไปโรงพยาบาล
2.ถ้ามีอาการหอบ หรือสงสัยว่ามีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ รีบให้ยาปฏิชีวนะ แล้วส่งโรงพยาบาลโดยด่วน ควรให้น้ำเกลือระหว่างเดินทางไปด้วย
1.สำหรับผู้ป่วยที่เริ่มเป็น ยังไม่มีอาการหอบให้ดื่มน้ำมากๆ ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเวลามีไข้สูง ให้ยาลดไข้และยาปฏิชีวนะ ถ้าอาการดีขึ้นใน 3 วัน ควรให้ยาปฏิชีวนะต่อไปอีก 1 สัปดาห์ แต่ถ้าไม่ดีขึ้นหรือกลับมีอาการหอบควรไปโรงพยาบาล
2.ถ้ามีอาการหอบ หรือสงสัยว่ามีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ รีบให้ยาปฏิชีวนะ แล้วส่งโรงพยาบาลโดยด่วน ควรให้น้ำเกลือระหว่างเดินทางไปด้วย
7.ไข้เลือดออก
เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากยุงลาย (Aedes aegyti) ตัวเมีย บินไปกัดคนที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกโดยเฉพาะช่วงที่มีไข้สูง เมื่อยุงกัดคนก็จะแพร่เชื้อสู้คน เชื้อจะอยู่ในร่างกายคนประมาณ 2-7 วันในช่วงที่มีไข้ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเด็ก โรคนี้ระบาดในฤดูฝน ยุงลายชอบออกหากินในเวลากลางวันตามบ้านเรือน และโรงเรียน ชอบวางไข่ในน้ำสะอาดที่อยู่นิ่งๆ ตามภาชนะที่มีน้ำขัง เช่น ยางรถยนต์ กะลา กระป๋อง จานรองขาตู้กับข้าว แต่ไม่ชอบวางไข่ในท่อระบายน้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง
วิธีป้องกัน
พยายามไม่ให้ยุงกัด ปราบและทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ซึ่งชอบวางไข่ในน้ำสะอาดที่อยู่นิ่งๆ ตามภาชนะต่างๆ ที่มีน้ำขัง ผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออกไม่ควรให้ยุงกัดภายใน 5 วันแรกของโรค เพราะผู้ป่วยยิ่งมีไวรัสอยู่ในเลือดทำให้แพร่เชื้อไปให้คนอื่นได้
พยายามไม่ให้ยุงกัด ปราบและทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ซึ่งชอบวางไข่ในน้ำสะอาดที่อยู่นิ่งๆ ตามภาชนะต่างๆ ที่มีน้ำขัง ผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออกไม่ควรให้ยุงกัดภายใน 5 วันแรกของโรค เพราะผู้ป่วยยิ่งมีไวรัสอยู่ในเลือดทำให้แพร่เชื้อไปให้คนอื่นได้
8.โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด เอ เอช 1 เอ็น 1
หรือเราอาจเรียกกันติดปากว่า "ไข้หวัดใหญ่ 2009" เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่มีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วมาก มีต้นกำเนิดอยู่ในประเทศเม็กซิโก อเมริกา และแคนาดา กระทรวงสาธารณสุข ประกาศคำแนะนำเรื่องโรคไข้หวัดใหญ่ฉบับที่ 5 สำหรับประชาชนทั่วไป นักเรียน และอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ในการปฏิบัติตัวป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดนี้ด้วยการดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานโรค รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ สร้างสุขนิสัยในการป้องกันโรคเน้นกินของร้อน ใช้ช้อนกลาง หมั่นล้างมือ และใช้หน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการไอ ผู้ที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างประเทศหากมีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ปวดเมื่อยตามตัว ควรรีบไปพบแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างประเทศภายใน 7 วัน แนะนำไปพบแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อตรวจโรค
วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
เตือนควันธูป ส่งผลต่อสุขภาพ
นักวิชาการเตือนปชช.ควันธูปส่งผลต่อสุขภาพ
นักวิชาการเตือนประชาชน ควันธูปส่งผลต่อสุขภาพ ก่อโรคมะเร็ง และก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก
นายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ นักวิชาการ 1 คณะวิจัยสถาบันจุฬาภรณ์ ร่วมกับสำนักโรคติดต่อกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนที่จุดธูปบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บรรพบุรุษและบุคคลที่ถึงแก่กรรม เสี่ยงกระทบต่อสุขภาพเป็นมะเร็งในระยะยาว
นอกจากนี้ การจุดธูปยังเป็นการเร่งให้เกิดก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้เกิดภาวะโรคร้อน แนะประชาชนควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการจุดธูป คือ ควรเปลี่ยนให้ธูปมีขนาดสั้นลง หรือใช้แบบชนิดไฟฟ้า
ทั้งนี้หากจำเป็นต้องจุดธูป ควรตั้งกระถางในที่ถ่ายเทอากาศได้สะดวก เนื่องจากในปีหนึ่งมีประชาชนทั่วโลกจุดธูป คิดเป็นปริมาณเกือบ 100,000 ก้านต่อปี ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และแก๊สมีเทนออกมาเป็นจำนวนมาก ดังนั้นหากทุกคนไม่จุดธูปก็จะสามารถลดภาวะโลกร้อนลงได้
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ทำงานในสถานที่มีการจุดธูปมากเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง 3 ชนิด ขณะที่ผลวิจัยยังชี้ว่า จะทำให้ความสามารถในการซ่อมแซมความผิดปกติของสารพันธุกรรม DNA ในร่างกายลดลงอีกด้วย
นักวิชาการเตือนประชาชน ควันธูปส่งผลต่อสุขภาพ ก่อโรคมะเร็ง และก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก
นายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ นักวิชาการ 1 คณะวิจัยสถาบันจุฬาภรณ์ ร่วมกับสำนักโรคติดต่อกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนที่จุดธูปบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บรรพบุรุษและบุคคลที่ถึงแก่กรรม เสี่ยงกระทบต่อสุขภาพเป็นมะเร็งในระยะยาว
นอกจากนี้ การจุดธูปยังเป็นการเร่งให้เกิดก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้เกิดภาวะโรคร้อน แนะประชาชนควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการจุดธูป คือ ควรเปลี่ยนให้ธูปมีขนาดสั้นลง หรือใช้แบบชนิดไฟฟ้า
ทั้งนี้หากจำเป็นต้องจุดธูป ควรตั้งกระถางในที่ถ่ายเทอากาศได้สะดวก เนื่องจากในปีหนึ่งมีประชาชนทั่วโลกจุดธูป คิดเป็นปริมาณเกือบ 100,000 ก้านต่อปี ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และแก๊สมีเทนออกมาเป็นจำนวนมาก ดังนั้นหากทุกคนไม่จุดธูปก็จะสามารถลดภาวะโลกร้อนลงได้
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ทำงานในสถานที่มีการจุดธูปมากเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง 3 ชนิด ขณะที่ผลวิจัยยังชี้ว่า จะทำให้ความสามารถในการซ่อมแซมความผิดปกติของสารพันธุกรรม DNA ในร่างกายลดลงอีกด้วย
อัมพาต เพราะน้ำอัดลม
อัมพาต เพราะน้ำอัดลม (health and cuisine)
ดร.โมเสส เอลิซาฟ อายุรแพทย์ หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยไอโออันนินา เผยว่า การดื่มน้ำอัดลมมากๆ (โดยเฉพาะน้ำสีดำ) กำลังจะเป็นปัญหาใหญ่ เพราะนอกจากทำลายฟัน ทำให้กระดูกผุ ส่งผลถึงระบบเมตาโบลิซึม และเป็นสาเหตุของเบาหวานแล้ว ยังก่อให้เกิดภาวะไฮโปคาเลเมียหรือโพแทสเซียมในเลือดต่ำ ทำให้ กล้ามเนื้ออ่อนเพลีย ไม่มีแรง จนอาจถึงขั้นอัมพฤกษ์ อัมพาตอีกด้วย
จากการเก็บข้อมูลในผู้ป่วยที่ดื่มน้ำอัดลมวันละ 2 - 9 ลิตรต่อวันต่อเนื่องเป็นประจำ พบว่า คนไข้มาพบหมอด้วย อาการเหนื่อยล้า กล้ามเนื้อไม่มีแรง ไม่อยากอาหาร คล้ายจะอาเจียนตลอดเวลา ผลการตรวจเลือดพบ โพแทสเซียมในเลือดต่ำและมีภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันร่วมด้วย แต่หลังจากให้หยุดดื่มน้ำอัดลมและหันมารับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียมแล้ว พบว่า อาการป่วยดังกล่าวหายไป
ประมาณการกันว่า ในแต่ละปีคนทั้งโลกดื่มน้ำอัดลมราว 500 ล้านลิตร หรือประมาณ 80 ลิตรต่อคน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะชาวอเมริกันที่ดื่มกันมากถึงคนละ 200 ลิตรต่อปี
ดร.โมเสส เอลิซาฟ อายุรแพทย์ หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยไอโออันนินา เผยว่า การดื่มน้ำอัดลมมากๆ (โดยเฉพาะน้ำสีดำ) กำลังจะเป็นปัญหาใหญ่ เพราะนอกจากทำลายฟัน ทำให้กระดูกผุ ส่งผลถึงระบบเมตาโบลิซึม และเป็นสาเหตุของเบาหวานแล้ว ยังก่อให้เกิดภาวะไฮโปคาเลเมียหรือโพแทสเซียมในเลือดต่ำ ทำให้ กล้ามเนื้ออ่อนเพลีย ไม่มีแรง จนอาจถึงขั้นอัมพฤกษ์ อัมพาตอีกด้วย
จากการเก็บข้อมูลในผู้ป่วยที่ดื่มน้ำอัดลมวันละ 2 - 9 ลิตรต่อวันต่อเนื่องเป็นประจำ พบว่า คนไข้มาพบหมอด้วย อาการเหนื่อยล้า กล้ามเนื้อไม่มีแรง ไม่อยากอาหาร คล้ายจะอาเจียนตลอดเวลา ผลการตรวจเลือดพบ โพแทสเซียมในเลือดต่ำและมีภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันร่วมด้วย แต่หลังจากให้หยุดดื่มน้ำอัดลมและหันมารับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียมแล้ว พบว่า อาการป่วยดังกล่าวหายไป
ประมาณการกันว่า ในแต่ละปีคนทั้งโลกดื่มน้ำอัดลมราว 500 ล้านลิตร หรือประมาณ 80 ลิตรต่อคน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะชาวอเมริกันที่ดื่มกันมากถึงคนละ 200 ลิตรต่อปี
รู้อย่างนี้แล้วลดปริมาณการดื่มลงบ้างเพื่อสุขภาพที่ดีกว่าครับ
วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
อย่ามองข้าม...เชื้อโรค ในห้องน้ำ
อย่ามองข้าม...เชื้อโรค (ในห้องน้ำ)
ห้องน้ำ...มุมที่เราหลายคนระวังตัวน้อยที่สุดในบ้าน แต่รู้ไหมคะว่าถ้าดูแลไม่ดีพอในห้องน้ำจะกลายเป็นแหล่งชุมนุมของเชื้อโรคขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่ามากมายเชียวล่ะ
1. ผ้าม่านพลาสติก
มีคำยืนยันจากนักจุลชีววิทยาแล้วค่ะว่า คราบสีดำที่เกาะอยู่กับผ้าม่านพลาสติกในห้องน้ำนั้นก็คือแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ซึ่งสิ่งที่จะช่วยทำให้แบคทีเรียชนิดนี้เติบโตได้ดีก็คือละอองจากการเรอ จาม และไอของคนค่ะ
Safety Tip ควรถอดผ้าม่านพลาสติกไปซักอาทิตย์ละครั้งหรืออย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง
2. ฟองน้ำถูตัว
ฟองน้ำที่ใช้ถูตัวที่เป็นสิ่งชำระความสกปรกตามซอกต่างๆ ของร่างกาย แถมยังต้องเปียกชื้นอยู่เกือบตลอดเวลา จึงเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคเป็นอย่างดี
Safety Tip คุณแม่ควรเลือกฟองน้ำถูตัวที่ไม่หนามาก ซักฟองน้ำถูตัวด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งหลังใช้ และควรแขวนตากให้แห้งด้วย
3. แปรงสีฟัน
ห้องน้ำมีเชื้อโรคหลายชนิด หนึ่งในเชื้อโรคนั้นคือโรตาไวรัสและเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสที่ติดโดยการสัมผัสผ่านทางจมูกและปาก เพราะฉะนั้นต้องระวังของใช้ส่วนตัว(ชิ้นเดียว)ที่มักวางอยู่ในห้องน้ำและต้องเอาเข้าปากอย่างแปรงสีฟันเป็นพิเศษ
Safety Tip หากล่องเก็บแปรงสีฟันโดยเฉพาะที่มีรูระบายอากาศ เพื่อป้องกันความเปียกชื้น และล้างแปรงสีฟันทุกครั้งก่อนแปรงฟัน
4. อ่างล้างหน้า
เป็นที่อุดมไปด้วยเชื้อโรคนานาชนิด โดยเฉพาะแบคทีเรียที่ชอบความเปียกชื้นเป็นพิเศษ ในบางบ้านอาจมีเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบอาศัยอยู่ด้วย
Safety Tip ทำความสะอาดอ่างล้างหน้าอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดควรทำความสะอาดทุกวัน
5. ชักโครก
เครื่องใช้ที่รองรับของเสียทั้งหลายจากร่างกาย ไม่ต้องบอกก็พอเดากันได้ว่าการทำธุระส่วนตัวแต่ละครั้งจะมีเชื้อโรคแพร่กระจายมากมายแค่ไหน แถมใต้ฝารองนั่งก็ยังมีเชื้อโรคต่างๆ แฝงอยู่ไม่น้อย
Safety Tip ล้างชักโครกด้วยน้ำยาที่มีส่วนผสมของน้ำยาฆ่าเชื้อโรคทุกอาทิตย์ และอย่าลืมยกฝาชักโครกขึ้นขัดทำความสะอาดด้วยนะคะ
6. ผ้าเช็ดมือ-เช็ดเท้า
เพราะเปียกชื้นอยู่แทบตลอดเวลา หากคุณแม่มีแต่เช็ด เช็ด เช็ด แล้วก็เช็ด แต่ไม่เปลี่ยนผืนบ้าง ผ้าเช็ดมือ-เช็ดเท้าจะกลายเป็นที่อาศัยของเชื้อราไปโดยปริยาย
Safety Tip ควรแขวนผ้าเช็ดมือหรือวางผ้าเช็ดเท้าในที่ลมผ่าน หรือเอาออกมาตากให้แห้งหลังใช้งานทุกครั้ง เพื่อไม่ให้เป็นที่หมักหมมของเชื้อโรคที่รักความอับชื้นทั้งหลาย
ห้องน้ำอากาศไม่ถ่ายเทและชื้นอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคชั้นยอดทีเดียว กิจวัตรประจำวันทุกวันของเราในห้องน้ำก็มีส่วนทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายได้อย่างดี ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือคุณแม่ต้องรู้เท่าทันจุดที่มีเชื้อโรคหมักหมมหรือก่อตัวได้ง่ายและหมั่นทำความสะอาดแหล่งเพาะเชื้อโรคนั้นเป็นประจำค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก:MOMYPEDIA
ห้องน้ำ...มุมที่เราหลายคนระวังตัวน้อยที่สุดในบ้าน แต่รู้ไหมคะว่าถ้าดูแลไม่ดีพอในห้องน้ำจะกลายเป็นแหล่งชุมนุมของเชื้อโรคขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่ามากมายเชียวล่ะ
1. ผ้าม่านพลาสติก
มีคำยืนยันจากนักจุลชีววิทยาแล้วค่ะว่า คราบสีดำที่เกาะอยู่กับผ้าม่านพลาสติกในห้องน้ำนั้นก็คือแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ซึ่งสิ่งที่จะช่วยทำให้แบคทีเรียชนิดนี้เติบโตได้ดีก็คือละอองจากการเรอ จาม และไอของคนค่ะ
Safety Tip ควรถอดผ้าม่านพลาสติกไปซักอาทิตย์ละครั้งหรืออย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง
2. ฟองน้ำถูตัว
ฟองน้ำที่ใช้ถูตัวที่เป็นสิ่งชำระความสกปรกตามซอกต่างๆ ของร่างกาย แถมยังต้องเปียกชื้นอยู่เกือบตลอดเวลา จึงเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคเป็นอย่างดี
Safety Tip คุณแม่ควรเลือกฟองน้ำถูตัวที่ไม่หนามาก ซักฟองน้ำถูตัวด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งหลังใช้ และควรแขวนตากให้แห้งด้วย
3. แปรงสีฟัน
ห้องน้ำมีเชื้อโรคหลายชนิด หนึ่งในเชื้อโรคนั้นคือโรตาไวรัสและเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสที่ติดโดยการสัมผัสผ่านทางจมูกและปาก เพราะฉะนั้นต้องระวังของใช้ส่วนตัว(ชิ้นเดียว)ที่มักวางอยู่ในห้องน้ำและต้องเอาเข้าปากอย่างแปรงสีฟันเป็นพิเศษ
Safety Tip หากล่องเก็บแปรงสีฟันโดยเฉพาะที่มีรูระบายอากาศ เพื่อป้องกันความเปียกชื้น และล้างแปรงสีฟันทุกครั้งก่อนแปรงฟัน
4. อ่างล้างหน้า
เป็นที่อุดมไปด้วยเชื้อโรคนานาชนิด โดยเฉพาะแบคทีเรียที่ชอบความเปียกชื้นเป็นพิเศษ ในบางบ้านอาจมีเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบอาศัยอยู่ด้วย
Safety Tip ทำความสะอาดอ่างล้างหน้าอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดควรทำความสะอาดทุกวัน
5. ชักโครก
เครื่องใช้ที่รองรับของเสียทั้งหลายจากร่างกาย ไม่ต้องบอกก็พอเดากันได้ว่าการทำธุระส่วนตัวแต่ละครั้งจะมีเชื้อโรคแพร่กระจายมากมายแค่ไหน แถมใต้ฝารองนั่งก็ยังมีเชื้อโรคต่างๆ แฝงอยู่ไม่น้อย
Safety Tip ล้างชักโครกด้วยน้ำยาที่มีส่วนผสมของน้ำยาฆ่าเชื้อโรคทุกอาทิตย์ และอย่าลืมยกฝาชักโครกขึ้นขัดทำความสะอาดด้วยนะคะ
6. ผ้าเช็ดมือ-เช็ดเท้า
เพราะเปียกชื้นอยู่แทบตลอดเวลา หากคุณแม่มีแต่เช็ด เช็ด เช็ด แล้วก็เช็ด แต่ไม่เปลี่ยนผืนบ้าง ผ้าเช็ดมือ-เช็ดเท้าจะกลายเป็นที่อาศัยของเชื้อราไปโดยปริยาย
Safety Tip ควรแขวนผ้าเช็ดมือหรือวางผ้าเช็ดเท้าในที่ลมผ่าน หรือเอาออกมาตากให้แห้งหลังใช้งานทุกครั้ง เพื่อไม่ให้เป็นที่หมักหมมของเชื้อโรคที่รักความอับชื้นทั้งหลาย
ห้องน้ำอากาศไม่ถ่ายเทและชื้นอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคชั้นยอดทีเดียว กิจวัตรประจำวันทุกวันของเราในห้องน้ำก็มีส่วนทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายได้อย่างดี ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือคุณแม่ต้องรู้เท่าทันจุดที่มีเชื้อโรคหมักหมมหรือก่อตัวได้ง่ายและหมั่นทำความสะอาดแหล่งเพาะเชื้อโรคนั้นเป็นประจำค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก:MOMYPEDIA
เทคนิคสู้ไข้หวัดใหญ่ สำหรับคนทุกช่วงวัย
เทคนิคสู้ไข้หวัดใหญ่ สำหรับคนทุกช่วงวัย
ในช่วงที่ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 กำลังแพร่ไปทั่วโลก เราพูดถึงวิธีป้องกันโรคหลากหลายวิธี แต่ไม่ว่าเราจะไปที่ไหน ใครสักคนอาจจามใส่เรา และแพร่โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคติดเชื้ออื่นๆ ให้กับเราได้เสมอ คนเหล่านั้นอาจจะเป็นคนแปลกหน้าในลิฟต์ เพื่อนร่วมงานที่ไม่ยอมลาป่วย
การหลีกเลี่ยงจากคนที่มีความเสี่ยงจะแพร่เชื้อโรค หรือสถานที่เสี่ยงอาจเป็นวิธีการที่ดีในการป้องกันตนเอง แต่การสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกายต่างหากที่สำคัญที่สุดสำหรับการป้องกันโรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือเชื้อโรคต่างๆ
เมื่อเราอายุมากขึ้นระบบภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอลงไปตามธรรมชาติ เราจึงมีคำแนะนำสำหรับคนในวัยต่างๆ เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับโรคติดเชื้อ และเชื้อโรคที่กำลังคุกคามโลก
คนวัย 30 ลดน้ำตาล และแอลกอฮอล์
วัย 30 ปีเป็นช่วงชีวิตการทำงาน การสร้างครอบครัว คนวัยนี้ยังมีสังคมมากขึ้น ทั้งอาหารว่างในงานสัมมนา สังสรรค์กับเพื่อนในวันสุดสัปดาห์ วิถีชีวิตเหล่านี้ล้วนทำลายระบบภูมิคุ้มกัน มีผลการศึกษาว่า เพียงได้รับน้ำตาลจากน้ำอัดลมเพียง 1 กระป๋อง สามารถทำให่ระบบภูมิคุ้มกันลดประสิทธิภาพลงไปได้ถึง 30 % เป็นเวลาตั้งแต่ 3 ชั่วโมงขึ้นไป
โดยน้ำตาลทำให้เซลล์ระบบภูมิคุ้มกันบางเซลล์หยุดทำงาน และทำลายความสามารถในการปกป้องและทำลายเชื้อแบคทีเรีย ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียงไม่กี่แก้วต่อสัปดาห์จะทำให้จำนวนเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างไว้ลดลงไป
นอกจากลดปริมาณน้ำตาล และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว คนวัยนี้ควรเพิ่มการรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ให้มากขึ้น เช่น อาหารจำพวกข้าวโอ๊ต ขนมปังโฮลวีท แอปเปิล และแบคทีเรียชนิดดีจากโยเกิร์ตก็สามารถช่วยให้ร่างกายแข็งแรงเพื่อต่อสู้กับเชื้อไวรัส และแบคทีเรียชนิดต่างๆ ได้
พยายามเริ่มต้นวันใหม่ด้วยอาหารที่มีไฟเบอร์สูง จำพวกซีเรียล หรือจมูกข้าวโพดผสมผสานอยู่ในมื้อเช้า อาหารเหล่านี้ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น และอายุยืนยาว
ออกกำลังกายอย่างชาญฉลาด
การออกกำลังกายที่หนักเกินไปอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ช้าลง แต่มีผลการศึกษาที่แสดงว่า การออกกำลังกายที่ได้ออกแรงอย่างเหมาะสมช่วยให้เซลล์ภูมิคุ้มกันเคลื่อนไหวในกระแสเลือดได้อย่างอิสระ และตรวจจับเชื้อเบคทีเรียหรือไวรัสได้ดีขึ้น โดยการออกกำลังกายเบาๆ เช่น แอโรบิค วิ่ง หรือเดินประมาณ 20 นาที และออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงมากๆ อีก 15-20 นาที จะช่วยพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันได้ดี หรือจะฝึกโยคะ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งช่วยผ่อนคลายจุดตึงเครียดต่างๆ ในร่างกายก็ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นได้เช่นกัน
วัย 40 ปีเข้านอนให้เร็วขึ้น
คนวัยนี้ควรพยายามเข้านอนให้เร็วขึ้น พยายามทำให้ช่วงเวลาก่อนเข้านอนเป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลายเพื่อให้นอนหลับได้สนิท การนอนหลับช่วยช่อมแซมระบบภูมิคุ้มกันที่สึกหรอ และช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือแม้แต่การงีบหลับก็ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานดีขึ้นได้ เพราะเมื่อรู้สึกเหนื่อยล้า นั่นแสดงว่าร่างกายส่งสัญญาณเตือนเราแล้วว่าต้องการการพักผ่อนเพื่อชาร์จพลังงานให้กลับมาสดชื่นอีกครั้ง
หาวิธีผ่อนคลายอย่างแท้จริง
การหาเวลาผ่อนคลายร่างกายและจิตใจอย่างแท้จริงจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราต่อสู้กับไข้หวัดใหญ่ หรือเชื้อโรคอื่นๆ ได้ดีขึ้น เพราะความเครียดเรื้อรัง ไม่ว่าจากชีวิตประจำวันอันยุ่งเหยิง หรือจากหน้าที่การงานทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้เชื่องช้าลง เมื่อเชื้อโรค หรือเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะไม่สามารถทำหน้าที่ต่อต้านเชื้อโรคได้อย่างทันท่วงที
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า การทำสมาธิเป็นวิธีที่ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายจากความเครียดได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง
วัย 50 ปี ขึ้นไปเพิ่มพลังให้ภูมิคุ้มกัน
ในวัย 50 ปี ความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อเติมพลังให้กับระบบภูมิคุ้มกัน คนที่อยู่ในวัย 50 ปีขึ้นไปควรรับประทานผักและผลไม้ที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ เช่น แครอท ส้ม แอปเปิล และผักใบเขียวให้มากขึ้น
ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบิร์คเล่ย์ แนะนำว่า บร็อกโคลี และผักจำพวกกระหล่ำปลีช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้ดีมาก เพราะว่าในบร็อกโคลี และกระหล่ำปลีมีสารต้านมะเร็งตัวสำคัญผสมอยู่
ตามหาความฝันอีกครั้ง
ผลการวิจัยจาก มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลีส เผยว่า การหันกลับไปทบทวนเกี่ยวกับความฝันที่ยังไม่เคยเป็นจริงจะทำให้เรามองเห็นความหมายของชีวิตได้ชัดเจนขึ้น และส่งผลต่อการเพิ่มจำนวนของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกัน ในขณะที่นักวิจัยยังไม่แน่ใจว่าทำไมผลการศึกษาจึงออกมาเช่นนี้ แต่มีทฤษฎีหนึ่งแนะนำว่า การรู้ว่าตัวเองต้องการทำสิ่งใดช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันไม่ถูกทำลายจากความเครียดต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้การเป็นอาสาสมัครทำงานสาธารณประโยชน์ในชุมชนยังช่วยเพิ่มพลังในการต่อต้านเชื้อโรคให้กับร่างกายได้ มีผลการศึกษาที่เผยว่า ผู้ที่ทำงานอาสาสมัครมีสุขภาพดีกว่า และอายุยืนยาวกว่าผู้ที่ไม่เคยทำงานอาสาสมัคร นั่นอาจเป็นเพราะการได้ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยลดความเครียดในชีวิตลงได้
หาความสุขจากชีวิตคู่
สำหรับคนในวัยเลขหลัก 5 นี้ ลูกๆ อาจออกจากบ้านไปเรียนหนังสือหรือมีครอบครัวออกเรือนไปหมดแล้ว ดังนั้นพ่อแม่จึงควรหันกลับมาหาความสุขจากชีวิตคู่ และมีเวลากุ๊กกิ๊กกันให้มากขึ้น นี่ไม่ใช่เรื่องพูดกันเล่นๆ แต่มีผลการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ชายและผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์กัน 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์นั้นมีระบบภูมิคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพในการต่อต้านไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ได้เพิ่มขึ้นถึง 30%
ในช่วงที่ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 กำลังแพร่ไปทั่วโลก เราพูดถึงวิธีป้องกันโรคหลากหลายวิธี แต่ไม่ว่าเราจะไปที่ไหน ใครสักคนอาจจามใส่เรา และแพร่โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคติดเชื้ออื่นๆ ให้กับเราได้เสมอ คนเหล่านั้นอาจจะเป็นคนแปลกหน้าในลิฟต์ เพื่อนร่วมงานที่ไม่ยอมลาป่วย
การหลีกเลี่ยงจากคนที่มีความเสี่ยงจะแพร่เชื้อโรค หรือสถานที่เสี่ยงอาจเป็นวิธีการที่ดีในการป้องกันตนเอง แต่การสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกายต่างหากที่สำคัญที่สุดสำหรับการป้องกันโรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือเชื้อโรคต่างๆ
เมื่อเราอายุมากขึ้นระบบภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอลงไปตามธรรมชาติ เราจึงมีคำแนะนำสำหรับคนในวัยต่างๆ เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับโรคติดเชื้อ และเชื้อโรคที่กำลังคุกคามโลก
คนวัย 30 ลดน้ำตาล และแอลกอฮอล์
วัย 30 ปีเป็นช่วงชีวิตการทำงาน การสร้างครอบครัว คนวัยนี้ยังมีสังคมมากขึ้น ทั้งอาหารว่างในงานสัมมนา สังสรรค์กับเพื่อนในวันสุดสัปดาห์ วิถีชีวิตเหล่านี้ล้วนทำลายระบบภูมิคุ้มกัน มีผลการศึกษาว่า เพียงได้รับน้ำตาลจากน้ำอัดลมเพียง 1 กระป๋อง สามารถทำให่ระบบภูมิคุ้มกันลดประสิทธิภาพลงไปได้ถึง 30 % เป็นเวลาตั้งแต่ 3 ชั่วโมงขึ้นไป
โดยน้ำตาลทำให้เซลล์ระบบภูมิคุ้มกันบางเซลล์หยุดทำงาน และทำลายความสามารถในการปกป้องและทำลายเชื้อแบคทีเรีย ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียงไม่กี่แก้วต่อสัปดาห์จะทำให้จำนวนเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างไว้ลดลงไป
นอกจากลดปริมาณน้ำตาล และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว คนวัยนี้ควรเพิ่มการรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ให้มากขึ้น เช่น อาหารจำพวกข้าวโอ๊ต ขนมปังโฮลวีท แอปเปิล และแบคทีเรียชนิดดีจากโยเกิร์ตก็สามารถช่วยให้ร่างกายแข็งแรงเพื่อต่อสู้กับเชื้อไวรัส และแบคทีเรียชนิดต่างๆ ได้
พยายามเริ่มต้นวันใหม่ด้วยอาหารที่มีไฟเบอร์สูง จำพวกซีเรียล หรือจมูกข้าวโพดผสมผสานอยู่ในมื้อเช้า อาหารเหล่านี้ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น และอายุยืนยาว
ออกกำลังกายอย่างชาญฉลาด
การออกกำลังกายที่หนักเกินไปอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ช้าลง แต่มีผลการศึกษาที่แสดงว่า การออกกำลังกายที่ได้ออกแรงอย่างเหมาะสมช่วยให้เซลล์ภูมิคุ้มกันเคลื่อนไหวในกระแสเลือดได้อย่างอิสระ และตรวจจับเชื้อเบคทีเรียหรือไวรัสได้ดีขึ้น โดยการออกกำลังกายเบาๆ เช่น แอโรบิค วิ่ง หรือเดินประมาณ 20 นาที และออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงมากๆ อีก 15-20 นาที จะช่วยพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันได้ดี หรือจะฝึกโยคะ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งช่วยผ่อนคลายจุดตึงเครียดต่างๆ ในร่างกายก็ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นได้เช่นกัน
วัย 40 ปีเข้านอนให้เร็วขึ้น
คนวัยนี้ควรพยายามเข้านอนให้เร็วขึ้น พยายามทำให้ช่วงเวลาก่อนเข้านอนเป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลายเพื่อให้นอนหลับได้สนิท การนอนหลับช่วยช่อมแซมระบบภูมิคุ้มกันที่สึกหรอ และช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือแม้แต่การงีบหลับก็ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานดีขึ้นได้ เพราะเมื่อรู้สึกเหนื่อยล้า นั่นแสดงว่าร่างกายส่งสัญญาณเตือนเราแล้วว่าต้องการการพักผ่อนเพื่อชาร์จพลังงานให้กลับมาสดชื่นอีกครั้ง
หาวิธีผ่อนคลายอย่างแท้จริง
การหาเวลาผ่อนคลายร่างกายและจิตใจอย่างแท้จริงจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราต่อสู้กับไข้หวัดใหญ่ หรือเชื้อโรคอื่นๆ ได้ดีขึ้น เพราะความเครียดเรื้อรัง ไม่ว่าจากชีวิตประจำวันอันยุ่งเหยิง หรือจากหน้าที่การงานทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้เชื่องช้าลง เมื่อเชื้อโรค หรือเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะไม่สามารถทำหน้าที่ต่อต้านเชื้อโรคได้อย่างทันท่วงที
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า การทำสมาธิเป็นวิธีที่ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายจากความเครียดได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง
วัย 50 ปี ขึ้นไปเพิ่มพลังให้ภูมิคุ้มกัน
ในวัย 50 ปี ความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อเติมพลังให้กับระบบภูมิคุ้มกัน คนที่อยู่ในวัย 50 ปีขึ้นไปควรรับประทานผักและผลไม้ที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ เช่น แครอท ส้ม แอปเปิล และผักใบเขียวให้มากขึ้น
ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบิร์คเล่ย์ แนะนำว่า บร็อกโคลี และผักจำพวกกระหล่ำปลีช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้ดีมาก เพราะว่าในบร็อกโคลี และกระหล่ำปลีมีสารต้านมะเร็งตัวสำคัญผสมอยู่
ตามหาความฝันอีกครั้ง
ผลการวิจัยจาก มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลีส เผยว่า การหันกลับไปทบทวนเกี่ยวกับความฝันที่ยังไม่เคยเป็นจริงจะทำให้เรามองเห็นความหมายของชีวิตได้ชัดเจนขึ้น และส่งผลต่อการเพิ่มจำนวนของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกัน ในขณะที่นักวิจัยยังไม่แน่ใจว่าทำไมผลการศึกษาจึงออกมาเช่นนี้ แต่มีทฤษฎีหนึ่งแนะนำว่า การรู้ว่าตัวเองต้องการทำสิ่งใดช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันไม่ถูกทำลายจากความเครียดต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้การเป็นอาสาสมัครทำงานสาธารณประโยชน์ในชุมชนยังช่วยเพิ่มพลังในการต่อต้านเชื้อโรคให้กับร่างกายได้ มีผลการศึกษาที่เผยว่า ผู้ที่ทำงานอาสาสมัครมีสุขภาพดีกว่า และอายุยืนยาวกว่าผู้ที่ไม่เคยทำงานอาสาสมัคร นั่นอาจเป็นเพราะการได้ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยลดความเครียดในชีวิตลงได้
หาความสุขจากชีวิตคู่
สำหรับคนในวัยเลขหลัก 5 นี้ ลูกๆ อาจออกจากบ้านไปเรียนหนังสือหรือมีครอบครัวออกเรือนไปหมดแล้ว ดังนั้นพ่อแม่จึงควรหันกลับมาหาความสุขจากชีวิตคู่ และมีเวลากุ๊กกิ๊กกันให้มากขึ้น นี่ไม่ใช่เรื่องพูดกันเล่นๆ แต่มีผลการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ชายและผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์กัน 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์นั้นมีระบบภูมิคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพในการต่อต้านไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ได้เพิ่มขึ้นถึง 30%
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
