วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

กินผัก-ผลไม้ต้านหวัด 2009

กินผัก-ผลไม้ต้านหวัด 2009
กรมอนามัยแนะกินทานผักสดและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ฝรั่ง มะละกอ ส้ม เงาะ มะม่วง ลิ้นจี่ ตำลึง คะน้า กะหล่ำปลี ช่วยต้านหวัด 2009

นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยถึงการกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า ในช่วงระยะของการเกิดโรคระบาดในขณะนี้ นอกจากจะเน้นการกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ โดยกินอาหารทันทีหลังจากปรุงอาหารให้สุกด้วยความร้อนแล้ว ควรใช้ช้อนกลางทุกครั้งและทุกมื้ออาหาร ซึ่งจะช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคที่จะติดต่อระหว่างคนสู่คนผ่านทางระบบทางเดินหายใจและเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย

การล้างมือก่อนการบริโภคอาหารและหลังการขับถ่าย จะช่วยลดอัตราการปนเปื้อนของเชื้อโรคที่อาจแพร่เข้าสู่ร่างกาย ทั้งที่เกิดจากการสัมผัสทางผิวหรือทางปาก โดยผ่านการหยิบจับอาหารด้วยมือเปล่า และสวมหน้ากากอนามัยปิดปาก จมูก ทุกครั้งที่ไอ จาม รวมทั้งมีการทิ้งขยะ ประเภททิชชูที่ใช้เช็ดน้ำมูกลงในขยะแบบปิด

นอกจากนี้ การกินอาหารครบทั้ง 5 หมู่ และหลากหลาย โดยเน้นผักสดและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ฝรั่ง มะละกอ ส้ม เงาะ มะม่วง ลิ้นจี่ ตำลึง คะน้า กะหล่ำปลี ก็จะเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายด้วย ทั้งนี้ควรดื่มน้ำสะอาดประมาณ 6-8 แก้วต่อวัน และออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-5 วัน วันละ 30 นาที นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชนหรือสถานที่แออัด และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้

10 วิธีง่ายๆ ห่างไกลไข้หวัด-ไข้หวัดใหญ่

10 วิธีง่ายๆ ห่างไกลไข้หวัด-ไข้หวัดใหญ่
ท่ามกลางภาวะไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ระบาดลามไปทั่วโลก นิตยสาร "สรรสาระ" ฉบับเดือนกรกฎาคม นำเสนอบทความแนะนำ 23 วิธีป้องกันตัวเองให้ห่างไกลโรคไข้หวัดใหญ่ โดยรวบรวมข้อมูลมาจากงานวิจัยทั่วโลก และวันนี้ขออนุญาตดึงเทคนิคบางส่วนสัก 10 ข้อที่ปฏิบัติง่ายๆ มาบอกต่อ..

1. ล้างมือบ่อยๆ โดยก่อนหน้านี้ศูนย์วิจัยสุขภาพของกองทัพสหรัฐพบว่า คนล้างมือวันละ 5 ครั้ง ป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่และโรคทางเดินหายใจลดลงร้อยละ 45 และควรล้างมือซ้ำ 2 รอบ

2. ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี

3. พกเจลล้างมือฆ่าเชื้อติดตัว

4. เปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 3 เดือน เพราะอาจเป็นแหล่งสะสมโรค หรือถ้าจะให้ดีเปลี่ยนทุกครั้งหลังป่วยเป็นไข้ ป้องกันติดเชื้อซ้ำ

5. กินกระเทียมทุกวัน

6. ฝึกสมาธิวันละครั้ง ช่วยลดความเครียด ทั้งนี้ มีผลวิจัยชี้ว่าคนมีความเครียดป่วยเป็นไข้หวัดบ่อยกว่าคนไม่มีความเครียด สะสมถึง 2 เท่า

7. ใช้มือ กระดาษ หรือผ้าปิดจมูกปิดปากทุกครั้งที่จาม ลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค

8. เปลี่ยนหรือซักผ้าเช็ดมือทุก 3-4 วัน ในช่วงที่มีไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ระบาด และซักด้วยน้ำร้อน

9. อย่ากินยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้อง

10. กีฬาๆ คือยาวิเศษ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ช่วยเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันในร่างกาย

ขอบคุณข้อมูลจาก:ข่าวสด

วิธีกินอย่างฉลาด

ทราบหรือไม่ว่า วิธีกินอย่างฉลาดต้องปฏิบัติอย่างไร วันนี้เรามีมาฝาก...

1. กินพออิ่มด้วยการตักอาหารกะปริมาณพอดี เช่น ข้าวสวย 1-2 ทัพพี ผัก 4-6 ช้อน และน้ำสะอาด 1-2 แก้ว

2. ไม่กินทิ้งกินขว้าง

3. เลือกอาหารดีมีคุณค่าราคาถูก อาหารประเภทโปรตีนอาจใช้เต้าหู้หรือถั่วเมล็ดแห้งผสมรวมกับเนื้อสัตว์ เลือกกินอาหารที่มีในท้องถิ่น ผักพื้นบ้านที่หาง่าย

4. กินผักผลไม้ไทยแทนของหวาน โดยเฉพาะผลไม้ตามฤดูกาลจะมีราคาถูกและไม่มีน้ำตาลกะทิ ทำให้อ้วน

5. ลดการกินจุบจิบ

6. ดื่มน้ำเปล่าดีที่สุด ลดหรืองดเครื่องดื่มที่มีรสหวานต่าง ๆ

7. กินอาหารไทยจะมีราคาถูกและได้รับคุณค่าทางอาหารครบถ้วน

8. ลดการสั่งอาหารราคาพิเศษ เช่น การเพิ่มลูกชิ้น ข้าวหรือกับข้าว จะสิ้นเปลืองและทำให้อ้วน

9. งดการกินอาหารมื้อดึก

10. เคี้ยวอาหารช้า ๆ อย่ารีบร้อน จะทำให้รู้สึกอิ่มเร็วกว่า เพราะร่างกายของคนเราจะอิ่มเมื่อกินอาหารไปประมาณ 20 นาที

รู้อย่างนี้แล้ว หันมากินอาหารอย่างฉลาดกันดีกว่า ได้ทั้งประหยัดแถมสุขภาพยังดีอีกด้วย.

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

8 โรคร้ายของวัยทำงาน

ถ้ากายป่วยกระเสาะกระแสะ ประสิทธิภาพในการทำงานก็ย่อมลดลงเป็นธรรมดา หลังจากขะมักเขม้น คร่ำเคร่ง เรียนรู้เรื่องการพัฒนาตัวเอง พัฒนางาน พัฒนาองค์กร แล้วก็อย่าลืมเรียนรู้เรื่องร่างกายของตัวเองด้วยล่ะ ถ้าไม่อยากจะตรวจสอบ เช็กสภาพร่างกายตามโรงพยาบาลก็ลองหาหนังสืออ่านกันดู

"8 โรคร้ายของวัยทำงาน" หรือ Working Syndrome เขียนโดย พ.ญ.ชัญวลี ศรีสุโข แพทย์นักเขียน เป็นหนังสือเกี่ยวกับการเรียนรู้โรคภัยที่น่าสนใจเล่มหนึ่ง เพราะแม้ว่าผู้เขียนจะเป็นหมอ แต่เธอเองก็ยอมรับว่าทำงานติดพันเสียจนเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เคยเป็นไมเกรนตั้งแต่ตอนอายุ 14 รวมทั้งมีอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดคอ ปวดข้ออยู่เป็นประจำ

แล้ว 8 โรคร้ายที่ควรพึงระวังของบุรุษ สตรี วัยทำงานมีอะไรบ้าง?

โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ ปวดท้องน้อย ปัสสาวะแสบขัด มีเลือดปนออกมาด้วย

โรคปวดหัวไมเกรน ทำงานเครียดปวดหัวมากเหมือนมีอะไรเต้นตุบๆ อยู่ภายใน

โรคนิ้วล็อก นิ้วเหยียดไม่ออก กำมือไม่ได้

โรคกรดไหลย้อนกลับ มีอาการเสียวแปลบที่หน้าอกซ้าย จุกไปถึงด้านหลัง

โรคริดสีดวงทวารหนัก อย่าไปล้อเล่นกับมัน เพราะมันอาจทำให้ คุณเสียชีวิตได้

โรคปวดกล้ามเนื้อและข้อ หากปวดไหล่จนยกของหรือใช้แขนไม่ได้ต้องไปหาหมอ เพราะมันเกี่ยวพันกับกระดูกต้นคอ

โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน จะมีอาการปวดหลังและร้าวมาที่ขาทั้งสองข้าง ปวดจนต้องตื่นขึ้นมากลางดึก หรือปวดจนเดินไม่ได้

โรคทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ หอบหืด ซึ่งกำลังกลายเป็นโรคยอดนิยมของคนเมือง

ทุกโรคนั้น พ.ญ.ชัญวลีให้ราย ละเอียดกระจ่าง หากสงสัยอาการตัวเองว่าเข้าข่ายหรือไม่ก็สามารถเอาไปเปรียบเทียบได้

เธอยังบอกถึงการรักษาด้วยยา หรืออาจจะแบบธรรมชาติบำบัด หรือบางโรคสามารถรักษาด้วยตัวเอง พร้อมทั้งแนะนำวิธีป้องกันด้วย

อย่างที่ว่ากัน สุขภาพดีไม่มีวางขาย ต้องเรียนรู้ ป้องกัน หรือรักษาด้วยตัวเอง หรือผู้รู้ หากรู้ก่อนป้องกันก่อน การพลาดท่าให้โรคต่างๆ ย่อมน้อยลง

ขอบคุณข้อมูลจาก : ประชาชาติธุรกิจ

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ไฟเบอร์ กับการ ลดน้ำหนัก

เส้นใยอาหาร (Fiber) คืออะไร
เส้นใยอาหาร คือส่วนของโครงสร้างของพืช เช่น กิ่ง ก้าน เมล็ด เป็นส่วนที่ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายได้มีอีกชื่อหนึ่งว่าเซลลูโลส ซึ่งมี 2 ชนิดคือ ไฟเบอร์ ชนิดที่ละลายน้ำได้ และ ไฟเบอร์ ชนิดที่ไม่ละลายน้ำ ไฟเบอร์ เป็นสารอาหารที่ไม่ให้พลังงานใดๆ ถึงแม้ว่าโครงสร้างจะเป็นน้ำตาลชนิดหนึ่งก็ตาม เมื่อเรารับประทาน ไฟเบอร์ ซึ่งเป็นสารที่ไม่ให้พลังงานเข้าไปในร่างกาย มันจะเข้าไปแย่งพื้นที่ในระบบทางเดินอาหาร ส่งผลให้เรารู้สึกอิ่มได้เร็วและอิ่มได้นาน ช่วยลดความอยากอาหารลงไป เราสามารถลดพลังงานที่จะได้รับจากอาหารได้จึงส่งผลให้ลดน้ำหนักได้

แหล่งอาหารที่จะได้รับไฟเบอร์
เราสามารถได้จากพวกธัญพืช เช่น ข้าวซ้อมมือ ลูกเดือย ข้าวโอ๊ต ผลไม้ทั้งผล (ไม่ใช่น้ำผลไม้) ผลส้มแขก เมล็ดแมงลัก

ไฟเบอร์กับการลดความอ้วน
1. ไฟเบอร์ ช่วยให้อาหารเดินทางเร็วขึ้นและมีเวลาอยู่ในระบบทางเดินอาหารสั้นลง จึงช่วยลดการดูดซึม
2. ไฟเบอร์ ไปแย่งพื้นที่ในระบบทางเดินอาหาร ทำให้ลดความอยากอาหารและรับประทานอาหารได้น้อยลง หากใช้ร่วมกับการควบคุมชนิดและปริมาณอาหาร และออกกำลังกายร่วมด้วยจะยิ่งให้ผลดีในการ ลดน้ำหนัก3. จากหลาย ๆ การทดลองพบว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มี ไฟเบอร์ อย่างน้อย 2 กรัมขึ้นไปช่วยให้น้ำหนักลดลงได้

หากไม่แน่ใจว่าจะสามารถรับประทาน ไฟเบอร์ ได้อย่างเพียงพอ ก็ควรจะรับประทานในรูปของ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และในการรับประทาน ไฟเบอร์ ก็ควรที่จะรับประทานน้ำให้มากอย่างเพียงพอในแต่ละวันด้วย

แต่ต้องจำไว้อย่างหนึ่งว่า ไฟเบอร์ ไม่ใช่ยาระบาย ที่จะช่วยระบายของเสีย ดังนั้นหากท่านต้องการระบายโดยไม่ได้ต้องการคุณประโยชน์อื่นๆ ของ ไฟเบอร์ ก็น่าจะใช้ยาระบายน่าจะเหมาะสมกว่า

ประโยชน์อื่นๆ ของไฟเบอร์
ผลต่อ คลอเลสเทอรอล และ โรคหัวใจ
จากหลายๆการศึกษาวิจัยพบว่า ไฟเบอร์ ชนิดที่ละลายน้ำได้เท่านั้นที่สามารถช่วยลดปริมาณ คลอเลสเทอรอล ได้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะรับประทานแทนยารักษาได้ และยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แน่ชัดเช่นกัน อย่างไรก็ตามไฟเบอร์ที่ไม่ละลายน้ำจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิด โรคหัวใจ

ผลต่อโรคเบาหวาน
นอกจากนี้ยังมีงานวิจับพบอีกว่า ไฟเบอร์ ชนิดที่ละลายน้ำได้จะช่วยในด้านการลดระดับน้ำตาลในเลือด จนสามารถช่วยลดการใช้ปริมาณอินซูลินในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือด และยังค้นพบอีกว่าคนที่รับประทาน ไฟเบอร์มากๆ จะช่วยลดโอกาสการเป็น เบาหวาน

ผลต่ออาการท้องผูก-มะเร็งลำไส้
การรับประทาน ไฟเบอร์ ชนิดที่ไม่ละลายน้ำ ช่วยให้การเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหารดีขึ้น ส่งผลให้ร่างกายมีการขับถ่ายดีขึ้น ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก อีกทั้งยังช่วยลดการเก็บกักของเสียในร่างกาย ลดการหมักหมมของเสียในลำไส้ ลดโอกาสการดูดซับสารพิษจากของเสียเข้าสู่ร่างกาย และที่สำคัญมันช่วยลดโอกาสในการเกิดโรค มะเร็งลำไส้ใหญ่ ด้วยเช่นกัน

ข้อควรระวัง
ในรายที่เป็นโรคขาดสารอาหารหรือวิตามิน หรืออยู่ในระหว่างรับประทานยาบางชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน

วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ปวดหัว โรคปวดหัว ไมเกรน

ปัญหาทางระบบประสาทอย่างหนึ่ง ที่สร้างความทรมานอย่างยิ่งให้กับผู้ที่ต้องเผชิญคือ อาการปวดหัว โดยมากมักเป็นๆ หายๆ บ้างก็ทราบสาเหตุ บ้างก็ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร แต่เมื่อเป็นแล้วนอกจากจะสร้างความเจ็บปวดให้กับร่างกายแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อการทำงานและการดำเนินชีวิตในด้านอื่นๆ อีกด้วย

ปวดศีรษะ (Headaches)
ปัญหาของอาการปวดศีรษะมักเกิดจากสาเหตุต่างๆ ทั้งจากโรคของสมอง เช่น เนื้องอกในสมอง โรคหลอดเลือดสมอง การอักเสบของเส้นประสาท และปัญหาที่มาจากปัจจัยภายนอก เช่น ความดันโลหิตสูง รับประทานยาบางชนิด เป็นไข้ กระดูกคอเสื่อม ความเครียด ไมเกรน สาเหตุต่างๆ เหล่านี้ อาจแยกจากกันไม่ได้ชัดเจน ต้องอาศัยการตรวจพิเศษและดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจรักษา เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

อาการสำคัญที่ควรพบแพทย์ด่วน
1.อาการปวดศีรษะเฉียบพลัน หรือปวดศีรษะอย่างรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
2.มีอาการอาเจียน เป็นไข้ คอแข็ง แขนขาชาและอ่อนแรง ตามองไม่เห็น เป็นอาการร่วมกับการปวดศีรษะ หรือเป็นอาการนำ
3.เสียการทรงตัว หมดสติ สับสนจำอะไรไม่ได้
4.ผู้ป่วยที่กินยาแก้ปวดเป็นเวลานานกว่า 3 เดือน แต่อาการไม่ทุเลาหรือมีอาการมากขึ้น

ปวดศีรษะไมเกรน
ไมเกรนและความเครียด เป็นสาเหตุของการปวดศีรษะ 85-90% ของประชากรทั่วไป ปวดศีรษะไมเกรนมีอาการดังต่อไปนี้
- ปวดเป็นพักๆ จะเป็นๆ หายๆ ข้างใดข้างหนึ่ง ปวดตุบๆ เหมือนชีพจรกำลังเต้น บางรายปวดมากจนทำงานไม่ได้
- อาการปวดมักปวดบริเวณหน้าผาก รอบดวงตา ขมับและขากรรไกร
- อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน
- เห็นแสงสว่าง แสงสี ตาพร่ามัว ก่อนหรือระหว่างการปวดศีรษะ
- ระยะเวลาในการปวดนานประมาณ 2-3 ชั่วโมง ซึ่งมักพบมากในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

อาการปวดศีรษะมักจะเริ่มช่วงวัยรุ่นเมื่ออายุมากขึ้น บางครั้งผู้ป่วยที่เป็นไมเกรนอาจจะมีอาการนำ aura เช่นเห็นแสงแลบ ตามองไม่เห็น ชาซีกใดซีกหนึ่งเรียกว่า “Classic Migrain” แต่ส่วนใหญ่ไม่มีอาการนำเรียกว่า “Common Migrain” ถึงแม้ว่าไมเกรนเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด แต่หากเข้าใจโรคและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ก็สามารถทำให้ควบคุมโรคได้

สาเหตุของการปวดศีรษะไมเกรน
ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัด เชื่อว่าเกิดจากการหลั่งสารเคมีรอบๆ เส้นเลือดสมอง ทำให้มีการปวดเกิดขึ้น

ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรน
1.การนอนหลับมาก หรือน้อยเกินไป หรือนอนไม่เป็นเวลา
2.รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา หรืออดอาหารนานๆ น้ำตาลในเลือดต่ำ
3.เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และอาหารที่มีส่วนผสมของผงชูรสและสารกันบูด เนยแข็ง ช็อกโกแลต
4.สิ่งแวดล้อม เช่น อุณหภูมิเปลี่ยนแปลง อากาศร้อน รวมทั้งกลิ่นต่างๆ เช่น กลิ่นน้ำหอม กลิ่นเหม็น ควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสีย
5.การนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ6.ฮอร์โมนเพศสูง ช่วงมีประจำเดือน และการตั้งครรภ์ในช่วงเดือนแรกๆ

การวินิจฉัย
แพทย์จะทำการวินิจฉัยโรคโดยการซักประวัติและตรวจร่างกายทางระบบประสาท โดยถามถึงลักษณะอาการปวด ตำแหน่งที่ปวด ความรุนแรงของอาการปวด อาการเตือนก่อนปวด และอาการร่วม รวมถึงระยะเวลาที่ปวดแต่ละครั้ง ความถี่ของการปวด เป็นต้น สำหรับการปวดศีรษะจากโรคอื่นๆ อาจมีลักษณะคล้ายกัน บางครั้งจึงมีความจำเป็นต้องตรวจพิเศษ เพื่อจำแนกโรคให้ชัดเจน

การรักษาไมเกรน
1.ควรดูแลและรักษาสุขภาพอย่างใกล้ชิด นอนให้เพียงพอ นอนให้เป็นเวลา
2.หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ท่านสามารถสังเกตได้ เช่น อาหาร สิ่งแวดล้อม
3. การรักษาเพื่อขจัดความปวดโดยการใช้ยา ซึ่งมีทั้งยาแก้ปวดไมเกรน และยาป้องกันไมเกรน ซึ่งการจะใช้ยาชนิดใด ควรได้รับการแนะนำหรือปรึกษาจากแพทย์ก่อน

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจากไทยรัฐ

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

5 สัญญาณโรคร้าย ที่ชายไม่ควรเมิน

5 สัญญาณโรคร้าย ที่ชายไม่ควรเมิน (Momypedia)

1. เจ็บหน้าอก
ผู้ชายส่วนใหญ่ละเลยอาการเจ็บหน้าอก เพราะคิดว่าเป็นเพราะลมขึ้น หรืออาหารไม่ย่อย แต่ในความเป็นจริงแล้วอาการเจ็บหน้าอกอาจเป็นสาเหตุเบื้องต้นของภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้ด้วย ฉะนั้น หากรู้สึกแน่น เจ็บบริเวณหน้าอก หายใจสั้น หอบเหนื่อย รีบพบแพทย์ทันที

2. หน้าท้องใหญ่ยื่น
เป็นสัญญาณเตือนว่า ระดับฮอร์โมนเทสโตสเตอโรน ในร่างกายกำลังลดต่ำลง ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและโรคหัวใจด้วย

3. อวัยวะเพศไม่ตื่นตัว
แม้จะเป็นอาการทางกายภาพ แต่นั่นอาจเป็นสัญญาณว่า คุณเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ ถ้าเส้นเลือดใหญ่ไม่สามารถลำเลียงเลือดไปสู่อวัยวะเพศชายได้เต็มประสิทธิภาพ แสดงว่าการไหลเวียนเลือดไปสู่หัวใจและสมองก็อาจทำงานได้ไม่ดีด้วย

4. ปัสสาวะบ่อย
เป็นสัญญาณเตือนว่าคุณอาจเป็นโรคต่อมลูกหมากอักเสบ เพราะฉะนั้น ถ้าคุณปัสสาวะบ่อยร่วมกับอั้นไม่ค่อยอยู่ แถมกลางคืนยังลุกมาปัสสาวะไม่ต่ำกว่า 3 ครั้งทั้งที่ดื่มน้ำตามปกติ อย่างนี้รีบไปพบแพทย์ให้เร็วจี๋

5. ติดยาที่เภสัชกรจัดให้
ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่ยอมรับว่าติดยาที่จ่ายโดยแพทย์ประจำตัว บางครั้งก็กินยาแก้เจ็บหลัง ยาแก้ปวด ยาแก้หวัด ยาขับเสมหะ ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เรียกว่า มีอาการเมื่อไรไม่เคยพบแพทย์ แต่สั่งยาให้ตัวเองกินแทนซะงั้น และอย่างที่ทราบกันดี ยาแต่ละชนิดล้วนมีผลข้างเคียง

ถ้าไม่อยากป่วยกระเสาะกระแสะ โรคภัยรุมเร้า พบแพทย์ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอนะ